วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!


วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2
วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!
.
.
(อ่านตอนก่อนหน้า ก่อนนะ สำคัญมากๆๆๆ>>http://www.mindenglish.net/article/stopvocab2/)
.
.
ถ้าใครได้อ่านตอนก่อนหน้าของบทความชุด “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์” มาแล้วทั้ง 2 ตอน
คงจะรู้แล้วว่าวิธีการเรียนรู้ศัพท์แบบดั้งเดิมที่เรานั่งท่องศัพท์กันมาตลอดการเรียนภาษาอังกฤษนับสิบๆปี มันไม่เวิคสำหรับการฝึกให้พูดอังกฤษได้จริงเลย
.
.
วันนี้เราจะมาเผยวิธีการเรียนรู้ศัพท์ฉบับเทพตามระบบของ Mind English กัน
.
จากการท่องศัพท์แบบเดิมที่ใช้วิธี Translating & Memorizing หรือวิธีแปลแล้วนั่งท่องแบบที่เราคุ้นเคย ซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกซ้าย
.
.ซึ่งไม่เวิคเพราะสมองซีกนี้เป็นสมองส่วนความทรงจำระยะสั้น ทำให้จำศัพท์ได้ไม่นานก็ลืม ถึงเวลาพูดกับฝรั่งจริงก็จะนึกไม่ค่อยออก (ทั้งๆทีรู้ศัพท์นั้นแท้ๆ)
.
.
วิธีการเรียนรู้ศัพท์ของ Mind English จะเปลี่ยนจากการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่ใช้วิธี Translating & Memorizing เป็น Visualizing & Feeling แทน
.
การ Visualizing คือการจินตนาการภาพคำศัพท์นั้นให้มีตัวตนจริง เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้จักจริงๆ และต่อด้วย Feeling หลังจากนึกภาพแล้วให้รู้สึกไปกับมัน สัมผัสมันทั้งในจินตนาการ
.
ซึ่งการ Visualizing &Feeling นั้นเป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกขวา เป็นการจำเป็นภาพซึ่งทำให้เกิดความทรงจำระยะยาวครับ
.
ยกตัวอย่างคำว่า Cat ถ้าท่องแบบเดิมคือแปลว่าแมว แล้วก็จบ
.
แต่สำหรับเรา Cat ให้นึกถึงแมวของคนข้างบ้าน ให้รู้สึกและสัมผัสถึงความซนของมัน
.
ยกตัวอย่างคำว่า Enormous แปลว่ากว้างใหญ่มหึมา ให้มองขึ้นท้องฟ้าแล้วสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมัน แล้วจดจำว่าท้องฟ้านี่แม่งโคตร Enormous เลย
.
หรือกระทั่งคำง่ายๆ อย่าง Excite ถ้าแปลตรงๆ แปลว่าตื่นเต้น แต่อย่าไปจำว่า Excite = ตื่นเต้นครับ แป๊บเดียวก็ลืม ให้จินตนาการถึงความรู้สึกตอนที่ตัวเองไปเดทกะแฟนครั้งแรก ความรู้สึกนั้นแหละคือ Exciting จำความรู้ไปเลย ไม่ต้องจำความหมายภาษาไทย
.
วิธีนี้จะใช้เวลาในการจำศัพท์แต่ละคำมากกว่าวิธีท่องตรงๆ 2-3 เท่า แต่จะสามารถจดจำและนำมาใช้ได้ดีกว่าเดิมมากกว่า 10 เท่าครับผม คอนเฟิร์ม! ผมลองมาแล้ว!
.
เมื่อเรียนรู้แล้วอย่าลืมที่จะทบทวน การทบทวนของเราคือฝึกใช้บ่อยๆ ในชีวิตจริงๆเนี่ยแหละ เช่น ไปโรงเรียนเจอแมวหน้าโรงเรียนก็อย่านึกว่ามันคือแมว ให้นึกว่ามันคือ Cat
.
พอเดินผ่านสนามบอลให้รู้จักว่า โอ้ว สนามนี้แม่ง Enormous มาก
.
พอขึ้นห้องครูจะประกาศคะแนนสอบ โอ้ยย แม่งโคตรรู้สึก Excite เลยว่ะ เฟดเฟ่!
.
.
ทำแบบนี้บ่อยๆกับทุกคำที่คุณเรียนรู้ในแบบ Visualizing & Feeling คุณจะไม่ได้รู้สึกว่าคุณกำลังฝึกภาษาอังกฤษ แต่คุณจะรู้จึกว่าภาษาอังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ
.
เวลาคุณจะพูดกับฝรั่ง ปกติเวลาพูดกับใคร สมองคุณจะนึกและประมวลผลเรื่องราวเป็นภาพอยู่แล้ว คุณจะสามารถพูดออกมันมาได้โดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาแปลเป็นไทยเลย! ลองไปทำดูนะครับ
.
ต่างกับที่คุณท่องลิสต์ศัพท์แบบเดิม
ท่องเป็นตัวอักษร ท่องเป็น Text
.
เวลาพูดจริง สมองไม่ได้นึกเป็นตัวอักษรเหมือนเป็นป้ายไฟวิ่งเลื่อนในหัว
.
สมองประมวลผลเป็นภาพ… เวลาคุณพูดกับฝรั่งคุณถึงนึกศัพท์ไม่ค่อยออกไง ตะกุกตะกักเป็นเป็นคนติดอ่างเลย เข้าใจแล้วนะว่าทำไม?

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!!!


วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2
วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!!! ตอนที่ 2
.
.
.
(ใครยังไม่อ่านตอนที่ 1 ไปอ่านก่อนคลิ๊กhttp://www.mindenglish.net/article/greatvocab1/มิฉะนั้น จะอ่านตอนนี้ไม่รู้เรื่อง)
.
.
จากตอนที่แล้ว ที่เราบอกทุกคนว่าวิธีท่องศัพท์ในระบบของ Mind English ว่าเราจะยุติการท่องศัพท์แบบดั้งเดิมที่เราทำตามๆกันมาตลอดการเรียนภาษาอังกฤษ 20 กว่าปี ซึ่งสุดท้ายก็พูดกับฝรั่งไม่ได้
.
มาใช้วิธีเรียนรู้ศัพท์ในระบบของ Mind English ที่เน้นการเรียนรู้เชิงลึกโดยใช้สมองซีกขวา หรือที่เราเรียกว่า Visualizing & Feeling
.
ซึ่งคือการนึกภาพคำนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่จริงโดยไม่ต้องแปล และสัมผัสความรู้สึก สัมผัสถึงแสง สี รูปร่างของสิ่งนั้นให้ชัดเจ
.
ตอนที่แล้วยกตัวอย่างไปบ้างแล้ว ตอนนี้ของยกตัวอย่างอีกซักค
.
เช่นคำว่า Admonish คำนี้ถ้าให้แปลเป็นไทย อาจแปลว่า ว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าแปลแล้วท่องตรงๆ นอกจากจะลืมง่าย เวลาจะใช้จริงนึกไม่ออกแล้ว ยังจะไม่สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนี้ได้
.
การ Visualizing & Feeling ของคำนี้ ให้นึกถึงตอนเด็ก ที่เราติดดูการ์ตูนช่องเก้า แม่เรียกให้ไปอาบน้ำ เรียก 4-5 รอบเราก็ไม่ไหว แม่ก็ Admonish เรา
.
พอโตขึ้นมา เรียนหนังสือที่โรงเรียน ครูสอนๆไป เราก็แอบนั่งแชทไลน์ไป ซักพักครูเห็น ครูก็ Admonish เรา
.
ถ้าเราเข้าใจแบบจริงๆ เราต้องไม่จำ Admonish ในความหมายภาษาไทยเลย
.
หลักคือ จินตนาการให้เกิด Theatre of Mind ในสมองเราถึงสถานการณ์ของคำนี้ ยิ่งภาพในหัวเราชัดเท่าไหร่ เราจะจดจำคำว่า Admonish ได้ชัดขึ้นเท่านั้น และสามารถดึงคำนี้มาใช้สนทนาจริงได้ทันที
.
แต่เท่านั้นยังไม่พอ!!
.
ถ้าเราจะเรียนรู้คำศัพท์เพื่อใช้ในการพูด จำเป็นภาพอย่างเดียวไม่ได้
.
เราต้องรู้การออกเสียงของมันด้วย!
.
หลังจากเราเรียนรู้ศัพท์คำนั้นๆ จำเป็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาจะต้องฝึกฟังคำนั้นๆและออกเสียงคำนั้นๆตามแบบที่ถูกต้อง
.
และเครื่องมือที่เราแนะนำที่เวิคสุดๆและที่สำคัญคือฟรี! (สำหรับคนที่มี Smartphone เท่านั้น)
.
นั่นคือ app ที่ชื่อว่า Google Translate นั่นเอง!!!! (ดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store สำหรับ IOS และ Playstore สำหรับ Android)
.
แอพนี้ใช้ง่ายมากๆ คนอื่นๆมักจะใช้แอพนี้แปล แต่สำหรับ Mind English เราไม่!
.
แต่เราจะใช้ให้มันออกเสียงให้และฟังเสียงเรา (ว่าเราพูดถูกหรือเปล่า)
.
ขั้นแรก : กำหนดภาษาก่อน กำหนดแปลไทยเป็นอังกฤษ ย้ำนะครับ แปลไทยเป็นอังกฤษ
.
ขั้นที่สอง : ใส่คำที่เราต้องการรู้ว่าออกเสียงยังไงลงไป ในที่นี้ใส่คำว่า Admonish แล้วก็กดแปล
.
พอกดปุ๊บ มันจะขึ้นคำว่า Admonish อีกครั้ง แต่มันจะไม่ขึ้นคำแปลอะไร 555+ อ้าว – -
.
เพราะเราใส่แปลไทยเปฺ็นอังกฤษ ไม่ใช่ให้อังกฤษเป็นไทย มันเลยไม่แปลอะไรให้เรา ขึ้นแต่คำเดิมที่เราใส่ไป คือคำว่า Admonish (ถ้าพิมพ์ Admonish ไปแล้วมันขึ้นคำแปลภาษาไทยหราเลย แปลว่าคุณตั้งค่าแปลอังกฤษเป็นไทยแล้ว ต้องตั้งค่าแปลจากภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ
.
ขั้นที่สาม : สังเกตด้านขวาสุดจะปุ่มให้กดรูปลำโพง พอกดปุ๊บ app จะออกเสียงแบบเจ้าของภาษาให้ฟัง แนะนำให้ลองฟังเฉยๆซัก 5 รอบ
.
ขั้นที่ 4 : หลังจากฟังไปแล้ว 5 รอบ รอบที่ 6 แนะนำให้ลองพูดตาม วิธีพูดตามคือ สลับการแปลจากเดิมไทยไปอังกฤษ ให้เปลี่ยนเป็นอังกฤษเป็นไทย ซึ่งช่องที่ให้ใส่คำศัพท์จะมีปุ่มรูปไมโครโฟน พอกดปุ๊บเราก็ออกเสียงตาม ถ้าเราออกเสียงถูก คำศัพท์จะขึ้นถูกต้องตามนั้นว่า Admonish
.
ถ้าออกเสียงเพี้ยนไป ศัพท์ก็จะออกมาเป็นคำอื่น อย่างแย่ที่สุด app ก็จะบอกว่า Didn’t get that. แปลเป็นภาษาไทยคือ (กู)ฟัง(มึง)ไม่รู้เรื่อง!
.
อย่างคำในตัวอย่างนี้ Admonish ถ้าออกเสียงตรงๆ แอ๊ด-โม-นิช แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาตรงคำยากมากๆๆ (ใครอ่านได้ตรงคำแปลว่าสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษามาก)
.
จริงๆการฝึกแนะนำให้เริ่มจากคำง่ายๆ อย่าง Hello, Thank you, Cat, Dog etc. ก่อน แล้วค่อยๆไล่ๆไต่ระดับไปเรื่อยๆ
.
แต่สิ่งที่อยากบอกและอยากเน้นคือ อย่าไปซีเรียสมาก หากตัวเองพูดยังไง app ก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะเวลาสถานการณ์จริง คนพูดภาษาอังกฤษคล่อง ก็ออกเสียงคำบางคำไม่ชัดเป๊
.
เพราะฝรั่งสามารถคาดเดาจากบริบทหรือเรื่องราวที่คุย ซึ่งทำให้เข้าใจคำนั้นๆได้ ถ้าให้เปรียบ ก็คงคล้ายกับเด็กเสิร์ฟชาวพม่า หรือชาวลาวที่พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด แต่เราคนไทยก็พอฟังเข้าใจ
.
แบบฝึกการฟัง-พูดคำศัพท์อันนี้ แค่อยากให้พวกเราแค่เข้าใจว่าคำนั้นๆออกเสียงประมาณไหน ถ้าสุดท้ายแล้วออกเสียงเลียนแบบแล้ว แรกๆ app ยังไม่เข้าใจก็ช่างมัน เพราะเราฝึกเพื่อไปพูดกับคน ไม่ใช่ app
.
แต่ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆเราจะเริ่มออกเสียงคำถูกต้องขึ้นเรื่อยๆเอง
.
ถ้าใครอ่านตอนที่ 1 จนไล่มาถึงบรรทัดนี้ ขอให้เข้าใจตรงกันว่า Visualizing & Feeling สำคัญที่สุด เพื่อให้เราเห็นภาพของคำศัพท์นั้นๆ และเรียนรู้การใช้ app ใน Smartphone เพื่อให้เข้าใจการออกเสียงของคำนั้นๆ
.
บางคนถามว่า “เอ้อ! ถ้าจำเป็นภาพ แล้วเวลาจดศัพท์กันลืมล่ะ จะจดยังไงดี จดศัพท์ใส่ความหมายแบบตอนเรียนติวเพื่อไปสอบแอดมิชชั่นได้ไหม”
.
ไม่ได้ครับ! ห้ามเด็ดขาด บทความตอนหน้า จะเผยวิธีจดคำศัพท์ที่เทพที่สุดในโลก! ห้ามพลาดเด็ดขาด พูดเลย!
.

นายจ้างหมดสัญญาจ้างกับหน่วยงานอื่น

นายจ้างหมดสัญญาจ้างกับหน่วยงานอื่น จึงย้ายให้ลูกจ้างไปทำงานที่สาขาอื่น หรือ หางานอื่นให้แล้ว แต่ลูกจ้างไม่ไป จะถือว่าละทิ้งหน้าที่ 3 วันแล้วได้หรือไม่ ?
·       บางคนก็ว่าได้ เพราะนายจ้างหางานใหม่ให้แล้วแต่ไม่ไปทำเอง
·       บางคนก็ว่ายังไม่ได้ เพราะงานใหม่ลูกจ้างอาจจะทำได้และเกิดความเดือดร้อนเกินควร

มาดูกันว่าคดีแบบนี้ศาลท่านว่าอย่างไร ?

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเลขที่ 3197 – 3279 /2553 ( ลูกจ้าง 82 คน )

ศาลท่านว่า....ก่อนหมดสัญญากับหน่วยงานอื่น นายจ้างได้เสนองานที่สาขาใหม่ให้ลูกจ้างทำและให้เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านอีกเดือนละ 1000 บาท... อีกทั้งได้ประสานงานกับนายจ้างอื่นที่เข้าไปทำงานต่อจากตัวเองให้รับลูกจ้างเข้าทำงานต่อด้วย...อืกทั้งในสัญญาจ้างก็ระบุไว้แล้วว่านายจ้างมีสิทธิโยกย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้างได้ ถือว่านายจ้างได้ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและตามสิทธิแล้ว จึงไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง การที่ลูกจ้างไม่ไปทำงานที่นายจ้างจัดให้ติดต่อกันเกิน 3 วัน จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 3 วันโดยไม่มีเหตุอันควรแล้ว

คำแนะนำท้ายฎีกา

            เรื่องแบบนี้ ก็มักจะลงเอยแบบนี้...ที่เห็นกันอยู่ทั่วฟ้าเมืองไทยก็คือ บริษัทซับคอนแทรกทั้งหลาย ถ้าหมดสัญญาจ้างจากที่หนึ่งก็มักจะย้ายลูกจ้างไปทำงานอีกที่หนึ่ง ใครไปได้ก็ไป ใครไม่ไป วันก็ปลดออก..หรือ กรณีที่บริษัทผู้ว่าจ้างไม่เอา ส่งตัวคืน บริษัทซับคอนแทรกก็จะส่งตัวไปที่อื่น ใครไม่ไปก็ถือว่าขาดงาน ก็ปลดออกอีกเช่นกัน
ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มหัวใจว่าลูกจ้างไปไม่ได้ ก็ยังทำกันอยู่ทุกวัน เพราะเป็นช่องโหว่เดียวที่เลิกจ้างได้ไม่ต้องจ่ายเงิน และเป็นช่องโหว่รูเบ้อเริ่มเทิ่มของกฎหมายที่คนทำเป็นมองไม่เห็น...555

อยากจะขอความเข้าใจจากท่านนายจ้างที่ดี ให้ทราบว่าการที่คน ๆ หนึ่งจะย้ายสถานที่ทำงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ
1.    ไม่แน่ใจว่าที่ใหม่จะดีกว่าที่เก่าหรือไม่
2.    หัวหน้าใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่จะดีหรือไม่
3.    ลูกที่กำลังเรียนจะต้องย้ายโรงเรียนตาม..สามี/ภรรยา ต้องหางานใหม่ใกล้กัน..พ่อ แม่ที่แก่แล้วจะย้ายตามไปอย่างไร
4.    ค่าเช่าบ้าน ค่าครองชีพที่ใหม่อาจจะแพงกว่า ลำบากกว่า
5.    เพื่อนบ้าน สังคมใหม่จะเป็นอย่างไร

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดมาก ๆ ให้รอบคอบก่อนย้ายงาน นายจ้างจะถือว่าตัวเองมีสิทธิ หรือ แกล้งย้ายไปให้พ้น ๆ ตัวไม่ได้

ตัวอย่างการป้องกัน แก้ไข 
ในกรณีที่จำเป็นต้องย้ายจริง ๆ ก็ขอแนะนำดังนี้
1.    ประกาศให้ลูกจ้างรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะย้ายแน่ ๆ สัก เดือนล่วงหน้า  เพื่อให้ลูกจ้างตัดสินใจว่าจะไป หรือ จะหางานใหม่
2.    คนที่จะไปก็พาเขาไปดูสถานที่ใหม่ให้มั่นใจ บอกหัวหน้างานใหม่ ให้ดูแลเขาให้ดี หาที่พัก ที่กินให้เขาสะดวกตามสมควร
3.    หาโรงเรียนให้ลูกเขาใหม่..หางานใหม่ให้สามี/ภรรยาเขาหรือรับเข้าทำงานด้วยกันก็ยิ่งดี
4.    คนที่ไม่ไป ก็เริ่มวางแผนเลิกจ้าง มีเงินก็จ่ายไป ไม่มีเงินก็ขอร้องให้ลาออกโดยแถมเงินให้บางส่วน
5.    ถ้ามีงานแถว ๆ ที่ตั้งเดิม ก็ไปขอให้เขารับลูกจ้างเข้าทำงาน
6.    จัดงานเลี้ยงอำลากันให้ประทับใจ
 อะไรดี ๆ จะทำให้กัน...ให้ความดีนั้นอยู่ในความทรงจำของลูกจ้างตลอดไป
ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก อ.สิทธิศักดิ์ ศรีธรรมวัฒนา
วิทยากรอารมรณ์ดี ที่ปรึกษา นักเขียน

ตัวอย่างคดีแรงงานที่นายจ้าง ลูกจ้างแพ้คดียับเยิน

วันหยุดพักผ่อนประจำปี บริษัทบอกว่าใครไม่ลาตัดทิ้งทุกปี ลูกจ้างจะฟ้องเรียกให้จ่ายเป็นเงินได้หรือไม่ ? ถ้าได้…ได้ย้อนหลังกี่ปี  ?

·       มาดูกันว่าการตัดพักร้อนทิ้งแบบนี้ นายจ้างแพ้คดีตรงไหน ?

·       แนวคำพิพากษาของศาลในเรื่องแบบนี้ ท่านว่า

วันหยุดพักผ่อนประจำปี ที่นายจ้างไม่จัดให้ ไม่สะสม  ตามมาตรา 30  ไม่จ่ายค่าจ้างให้ ตามมาตรา 56, 64, 67 ให้ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากนายจ้างได้ภายในอายุความ 2 ปี ตาม ปพพ มาตรา 193/34 ( 9 ) ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน เลขที่  2963-2964/2555
สรุป คือ คนที่ยังทำงานอยู่ก็นับย้อนหลังไป 2 ปีรวมกันว่าตัวเองมีกี่วัน เหลือกี่วันก็ไปฟ้องพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายให้  หรือ ไปฟ้องศาลพร้อมดอกเบี้ย 15%ให้ศาลตัดสินให้ก็ได้…
ปีต่อๆ ไป ถ้านายจ้างไม่จ่ายให้อีก ก็ฟ้องทุก 1 ปี 11 เดือนเป็นระยะ ๆ ก็ได้
          สำหรับคนที่ออกไปจากบริษัทเก่าไปแล้วไม่เกิน 2 ปี ถ้าอยากได้เงินใช้เล่น ๆ ก็ฟ้องลูกจ้างแรงงานให้สั่งเจ้านายเก่าจ่ายค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่สะสมมาย้อนหลังได้เช่นกัน…555
นายจ้างจะป้องกัน แก้ไขอย่างไร ?
        เรื่องค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีนี้ เป็นเรื่อง..เราควรได้แท้ ๆ แต่พอไปขอก็ไม่ให้..ไปร้องเรียนก็ไล่ออก  เจริญแท้ประเทศไทย
          เรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปี (พักร้อน ) นี้ กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 30 บอกว่า ให้นายจ้างจัดให้ คนที่ทำงานมาครบ 1 ปี ได้หยุดปีละ 6 วัน
·ไม่มีประโยคไหนเลยที่บอกว่าลูกจ้างลาเองได้
·ที่ให้ลาเองทั่วฟ้าเมืองไทยนั้น แค่อนุโลมเท่านั้น
·ไม่มีข้อความใดระบุว่าไม่หยุดให้ตัดทิ้ง
    ในมาตรา 56 (3 ) บอกว่าให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี มาตรา 64 บอกว่าให้จ่ายเท่ากับค่าทำงานในวันหยุด ทั้งลูกจ้างรายวัน หรือ รายเดือน ได้เหมือนกัน
          อาจจะมีคนสงสัยว่าค่าทำงานวันหยุดให้จ่าย 2  เท่า ทำไมจ่าย 1 เท่าหรือ 1 วัน ก็เพราะว่าสิทธิ 6 วันนั้นลูกจ้างทำงานไปแล้วได้ค่าแรง 1 เท่าไปแล้ว จึงจ่ายเพิ่มให้อีก 1 เท่า รวมเป็น 2 ตามกฎหมายแล้ว

มีท่านนายจ้างยกมือฉายไฟถามมาว่า…มีกฎหมายข้อไหนที่บอกว่าถ้าไม่จัด ไม่สะสม จะต้องจ่ายเงินให้ ?
คำตอบ  ก็จัดเต็มให้เลยครับ….ไปดูมาตรา 56 มาตรา 64 ( ตามที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว )

คำถามต่อว่า..คนที่ลาออกเอง ต้องจ่ายไหม ?
คำตอบ  คนที่ลาออกเอง ปีที่ลาออกเองไม่ต้องจ่าย เหตุผลคือ บริษัทอาจจะจัดให้เดือนถัดไป ( เมื่อไหร่ก็ได้)  เขาอยู่ไม่ถึงเอง จึงไม่ต้องจ่าย  แต่ถ้ามีสะสมมาจากปีก่อน ก็จ่ายให้เฉพาะที่สะสมมา ตามมาตรา 67 วรรค 2

คำถามต่อว่า..คนที่ทำผิดร้ายแรง จนถูกไล่ออกต้องจ่ายไหม ?
คำตอบ คือ ของปีนี้ไม่ต้องจ่าย เพราะเขาทำผิดก่อนถึงเดือนที่จะจัดให้ ( เมื่อไหร่ก็ได้ ) ของปีก่อนถ้ามีสะสมมาก็จ่าย ตามมาตรา 67 วรรค 2

คำถามอีกว่า คนที่ถูกเลิกจ้าง แต่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ต้องจ่ายไหม ?
คำตอบ ก็คือ ให้จ่ายตามสัดส่วน 2 เดือน ต่อ 1 วัน เพราะ เราไม่ให้เขาอยู่ต่อ ตามมาตรา 67 วรรค 1 คำถามว่า…คนที่ออกไปแล้ว จะมีสิทธิฟ้องขอรับค่าพักร้อนได้หรอไม่ ?
คำตอบ   ค่าวันหยุดพักร้อนเป็นค่าจ้างอย่างหนึ่ง มีอายุความฟ้องย้อนหลังได้ 2 ปี ดอกเบี้ย 15%  คนที่ออกไปแล้วถ้านับย้อนหลังตั้งแต่วันออกจนถึงวันนี้ ถ้ายังอยู่ใน 2 ปี  ก็ไปฟ้องศาลหรือฟ้องแรงงานให้สั่งให้นายจ้างจ่ายย้อนหลังได้เช่นกันลูกจ้างยกมือฉายไฟถามมาว่า… ถ้านายจ้างไม่จัด ไม่สะสม ไม่จ่าย จะมีความผิดหรือไม่ ?

คำตอบ ก็ขอบอกพร้อมกันไว้ตรงนี้ว่า….ในมาตรา 146  บอกว่านายจ้างไม่จ่ายเงินค่าทำงานวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 56  มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
          มาตรา 144 บอกว่าถ้านายจ้างไม่จัดวันหยุด หรือ จัดไม่ครบ ไม่จ่ายเงินให้ตามมาตรา 64 , 67  มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท  

น่าจะมีการฟ้องให้นายจ้างติดคุกกันซะบ้าง จะได้เข็ด…555

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก 
ตัวอย่างคดีแรงงานที่นายจ้าง ลูกจ้างแพ้คดียับเยิน
อ.สิทธิศักดิ์ ศรีธรรมวัฒนา
วิทยากรอารมณ์ดี นักเขียน ที่ปรึกษา


วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ระบบ HR ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือที่จะเปลี่ยนบ่อยๆ ได้

hr orgเรื่องของเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ทันสมัยนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่น่าติดตาม และน่านำเอามาประยุกต์ใช้งานกับบริษัท ถ้าบริษัทมีความพร้อมมากพอ แต่ระบบ HR บางเรื่องก็ไม่ใช่ถือว่าเป็นเรื่องเก่าอะไร เพียงแต่ฝรั่งเขาไปคิดคำใหม่ๆ มาทำให้เรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือ การเอาเรื่องเดิมไปต่อยอดใหม่ ทำให้ดูดี และดูน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าเดิม ถามว่าแล้วเราไม่ควรจะติดตามเลยหรือ คำตอบก็คือ ไม่ติดตามคงไม่ได้ แต่ตามแล้วก็ควรจะต้องพิจารณาเครื่องมือต่างๆ เหล่านั้นให้ดีว่ามันเหมาะที่จะนำมาใช้ในองค์กรของเราจริงๆ หรือไม่ องค์กรของเราพร้อมแค่ไหนที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งใหม่ๆ เหล่านั้น
มีเครื่องมืออะไรบ้างที่เป็นเรื่องที่ HR ในยุคปัจจุบันมักจะพูดถึง แต่ยังใช้งานกันไม่ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็พยายามที่จะหาอะไรใหม่ๆ เข้ามาทดแทน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
  • ระบบบริหารผลงาน เครื่องมือนี้จริงๆ เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แต่ยังเป็นที่นิยมอยู่ในยุคปัจจุบัน เครื่องมือนี้พยายามที่จะทำให้การบริหารจัดการขององค์กร และของพนักงานไปในทางเดียวกัน ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยมองว่า ผลงานขององค์กรถ้าจะดีได้นั้น จะต้องมาจากผลงานของพนักงานทุกคน ดังนั้น ถ้าเราปรับปรุงและพัฒนาพนักงานแต่ละคนให้สามารถที่จะสร้างผลงานที่ดีได้ องค์กรก็จะมีผลงานที่ดีขึ้นได้เช่นกัน ด้วยระบบนี้ก็เลยมีการกำหนดเป้าหมายผลงานขององค์กร และถ่ายทอดลงสู่หน่วยงาน และตำแหน่งงาน จากนั้นก็ให้ผู้จัดการแต่ละระดับต้องทำหน้าที่ในการบริหารผลงานของพนักงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยการพัฒนาทักษะความรู้ ของพนักงานให้สูงขึ้น เพื่อที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ เรื่องนี้พูดไปแล้วก็เหมือนง่าย แต่พอทำจริงกลับยากมาก เพราะองค์กรไทยๆ ส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับระบบการทำงานแบบนี้ หัวหน้ากับลูกน้องไม่เคยที่จะต้องมานั่งคุยกัน วางแผนการพัฒนากันอย่างจริงจัง ที่ผ่านมามักจะโยนไปให้ฝ่ายบุคคลดำเนินการเรื่องนี้ จนหัวหน้างานแทบจะไม่เคยคิดเรื่องการพัฒนาพนักงานเลยด้วยซ้ำไป เครื่องมือที่ใช้ประกอบกับระบบบริหารผลงานอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมาก ก็คือ Balanced Scorecard ถ้ามองตามทฤษฎีแล้วเป็นเครื่องมือที่ดีมาก มีหลักการ มีเหตุมีผลที่ชัดเจนในการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายในการทำงานขององค์กร แต่เครื่องมือนี้ในทางปฏิบัติจะใช้ยากพอสมควร ต้องเอามาประยุกต์ตามสไตล์การทำงานของแต่ละองค์กร
  • Competency Base HR อีกเครื่องมือหนึ่งที่หลายองค์กรนำเอาไปใช้ มีการวางระบบสมรรถนะไว้อย่างชัดเจน ว่าอะไรคือ Core Competency อะไรคือ Managerial Competency บางแห่งลงถึง Functional Competency กันเลยก็มี แต่มีเพียงระบบที่วางไว้ โดยที่ผู้จัดการสายงานแต่ละคนก็ยังไม่รู้ว่าใช้งานมันอย่างไร รู้ว่ามี แต่ก็ไม่เคยที่จะทำให้ผู้จัดการสายงานเข้าใจ และเอาระบบนี้ไปใช้ในการพัฒนาพนักงานได้อย่างชัดเจน บางองค์กร HR ให้ผู้จัดการสายงานช่วยประเมินระดับสมรรถนะของพนักงานแต่ละคนออกมา ก็ประเมินกันไปตามความรู้สึกมากกว่าที่จะประเมินตามความเป็นจริงของพนักงาน สุดท้ายก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่ตามทฤษฎีแล้วดูดี แต่ในทางปฏิบัติกับใช้งานยาก และต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจ แต่พอพนักงานกำลังจะเข้าใจ ก็เริ่มหาระบบใหม่เพื่อเข้ามาทดแทนอีกแล้ว
  • ระบบการบริหารค่าตอบแทน เรื่องการบริหารค่าตอบแทนก็เป็นอีกเรื่องที่มีเครื่องมือเข้ามาใช้งานไม่น้อยเลย แต่จะเป็นเครื่องมือที่ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาเท่ากับระบบการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีการสร้าง และหาเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาใช้อยู่ตลอดเวลา บางองค์กรวางระบบบริหารค่าตอบแทนเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่ทันใช้งานได้เต็มที่ ก็ไปวางระบบกันใหม่อีกครั้ง เพราะเพียงแค่รู้สึกว่าระบบเดิมที่วางไว้นั้นมันใช้งานไม่ได้ หรือรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ฯลฯ ทั้งๆ ที่ระบบใหม่ที่ที่ปรึกษาเข้ามาวางใหม่นั้น ก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากระบบเดิมที่มีอยู่เลยด้วยซ้ำไป
  • Core Value ขององค์กร นี่ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ มักจะต้องมีไว้ ซึ่งมีไว้ก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพียงแต่ผมเคยเห็นบางองค์กรแบบว่า เปลี่ยน Core Value กันแบบทุกปี ทั้งๆ ที่ Core Business ขององค์กรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แค่เพียงรู้สึกว่ามันเก่า และอยากทำใหม่ ก็เลยรื้อใหม่หมด พนักงานที่เริ่มเข้าใจ เริ่มใช้งานได้ ก็ต้องมานั่งมึนว่า ตกลงองค์กรจะเอายังไงกันแน่
จริงๆ ยังมีระบบงาน HR อีกเยอะที่หลายๆ องค์กรพยายามที่จะหาอะไรใหม่ๆ เข้ามา โดยที่ของเดิมที่วางไว้ดีอยู่แล้ว กลับไม่มาใส่ใจใช้งานมันให้เต็มที่ บางองค์กรเริ่มต้นอยากทำเรื่องกลยุทธ์ ก็ไปหาระบบนี้เข้ามา วางกลยุทธ์กันใหญ่ วิเคราะห์กันไปมากมาย เสร็จแล้วก็บอกว่า เดี๋ยวเราเอา Balanced Scorecard เข้ามาใช้ดีกว่า เดี๋ยวเอา KPI มาใช้ด้วยเลย สักพักก็บอกว่ามันไม่ดี เปลี่ยนเป็น MBO ดีกว่า แต่เอ….มันเก่าไปหรือเปล่า งั้นมาเป็นแบบ Result Base Business Strategy ก็น่าจะดีนะ ฯลฯ สุดท้ายมีระบบเต็มไปหมด พนักงาน ผู้บริหาร ต่างก็งง ว่าตกลงจะใช้ระบบไหนกันแน่ วางระบบจนหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่จุใจ ก็ยังพยายามหาระบบใหม่ๆ เข้ามาอีก โดยที่ไม่มองย้อนกลับไปว่า ระบบต่างๆ ที่เรานำมาใช้นั้น ต่างก็มีจุดดีของมันอยู่ ถ้าเราใช้มันอย่างเต็มที่ และพยายามค่อยๆ ปรับแต่งจากของเดิมให้สอดคล้องกับลักษณะและวัฒนธรรมองค์กร องค์กรก็ประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องไปนั่งหาระบบใหม่ๆ เข้ามาอยู่ตลอดเวลา
ผมเคยเห็นบางองค์กรไม่มีระบบอะไรที่กล่าวมาเลย แต่เขาก็สามารถวางแผนงานในระยะยาว ระยะสั้น และวางแผนปฏิบัติการในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน ไม่แค่นั้น ผู้บริหารทุกระดับก็มีการประชุมและทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ เรื่องของการพัฒนาพนักงานก็ไม่ได้มีระบบอะไรที่ทันสมัย แต่จะมีการส่งเสริมให้ผู้จัดการแต่ละคนต้องวางแผนพัฒนาลูกน้องของตนเอง เพื่อให้สร้างผลงานที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลก็เช่นกัน ไม่ได้มีเครื่องมืออะไรมากมาย แต่ผู้จัดการสายงาน และผู้จัดการบุคคลต่างก็ทำงานเข้าขากันได้อย่างดี ตั้งแต่การช่วยกันหาคนเก่ง คนดีเข้ามาทำงาน ช่วยกันมองว่า พนักงานของเราจะต้องถูกพัฒนาในเรื่องอะไรบ้าง เรื่องของค่าจ้างและสวัสดิการของบริษัทมีอะไรที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงบ้าง รวมทั้งเรื่องของการบริหารจัดการการเติบโตของพนักงานตามสายอาชีพ ฯลฯ เรียกได้ว่า ไม่มีระบบอะไรอยู่เลย แต่พนักงานและผู้บริหารกลับรู้สึกเหมือนมีระบบ และทำงานกันอย่างสอดคล้องกันอย่างที่ควรจะเป็น
ระบบทุกอย่างมันมีดีของมันเองอยู่แล้ว ศึกษาให้ดีก่อนที่จะใช้ และเมื่อตัดสินใจใช้แล้ว ก็ต้องใช้ให้เต็มความสามารถของมันนะครับ

ประเด็นปัญหา ลูกจ้างฟ้องขอค่าบอกกล่าวล่วงหน้า มาน้อยกว่าที่คำนวณได้จริง 1 บาท ศาลท่านจะสั่งให้ได้ตามจริง หรือ สั่งให้ตามขอ ?

ประเด็นปัญหา
ลูกจ้างฟ้องขอค่าบอกกล่าวล่วงหน้า    มาน้อยกว่าที่คำนวณได้จริง 1 บาท ศาลท่านจะสั่งให้ได้ตามจริง หรือ สั่งให้ตามขอ ?


แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเลขที่ 1841/2554

ศาลท่านว่า....หากคำนวณตามหลักเกณฑ์จริงลูกจ้างจะได้รับค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 47,000 บาท แต่ลูกจ้างคำนวณผิดร้องขอมา 46,999 บาท น้อยกว่าที่คำนวณได้จริง 1 บาท เพื่อความเป็นธรรม ตาม พรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ศาลท่านจึงใช้อำนาจพิพากษาเกินคำขอได้ โดยสั่งให้นายจ้างจ่าย 47,000 บาทตามที่คำนวณได้จริง ( เพิ่มอีก 1 บาท )    


คำแนะนำท้ายฎีกา




       เรื่องแบบนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า แค่เงิน1 บาททำไมต้องไปฟ้องร้องกันให้เสียเวลา บอกกันดี ๆ แล้วจ่ายกันให้จบในบ้านไม่ได้หรือ?

ช้าก่อนครับพี่น้อง มันอาจจะไม่ใช่แค่เงิน บาทอย่างเดียว อาจจะมีเรื่องอื่นด้วย ..อาจจะต้องจ่ายเพิ่มอีกเป็นหมื่นก็ได้ ถ้านายจ้างไม่ได้นำ “ เงินอื่นที่เป็นค่าจ้าง ”  มารวมคำนวณให้ครบ 
มาดูกันว่าเงินอื่น ๆ ที่ศาลท่านว่าเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณค่าบอกกล่าวล่วงหน้า มีค่าอะไรบ้าง ?

1.      เงินค่าครองชีพ จ่ายเท่ากันทุกเดือน เป็นค่าจ้าง ฎีกาที่ 2819/2532
2.      เงินค่าตำแหน่ง ที่จ่ายเท่ากันทุกเดือนเป็นค่าจ้างฎีกาที่ 5095 - 5099/2539
3.       ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าทักษะ / ค่าฝีมือ / ค่าทำงานในที่มีความร้อน / ค่าทำงานในห้องเย็น  จ่ายทุกวัน ๆละ 15 บาท เป็นค่าจ้าง..ตามแนวฎีกาที่ 1704/2527
4.      ค่าเบี้ยเลี้ยงทำงานต่างจังหวัดและค่าที่พัก  จ่ายเท่ากันทุกเดือนเป็นค่าจ้าง ฎีกาที่ 1328/2527
5.      ค่ากะ ( เช้า 15 บ่าย 25 ดึก 40 ) เป็นค่าจ้าง  ฎีกาที่ 2770/2528
6.      เปอร์เซ็นต์การขายที่คิดจากยอดขายแต่ละคน เป็นค่าจ้าง .ฎีกาที่ 3693 -3695/2525
7.      ค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์เหมาจ่าย เท่ากันทุกเดือน เป็นค่าจ้าง..ฎีกาที่ 7402/2544
8.       ค่ารถและค่าที่พักสำหรับงานขายต่างจังหวัด จ่ายเท่ากันทุกเดือน เป็นค่าจ้าง..ฎีกาที่ 2384/2547
9.       เงินค่าอาหารที่ย้ายไปทำงานต่างจังหวัด จ่ายเท่ากันทุกเดือน เป็นค่าจ้าง ..ฎีกาที่ 5498/2543
10.   เงินค่าเที่ยว ที่จ่ายให้พนักงานขับรถ จ่ายตามระยะทางใกล้ไกลไม่เท่ากัน เป็นค่าจ้าง  ฎีกาที่ 7287/2550

เอาแค่ 10 ค่าเบาะ ๆ ก่อน ถ้านายจ้างท่านใดมีเงินใด เงินหนึ่งใน 10 ค่านี้แล้วไม่นำไปคำนวณค้าบอกกล่าวล่วงหน้าก็ต้องโดนลูกจ้างฟ้องอีกหลายดอก คือ
1.      ฟ้องขอค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีก 1 ดอก
2.      ฟ้องขอค่าชดเชยเพิ่มอีก 1 ดอก
3.      ฟ้องขอค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพิ่มอีก 1 ดอก
4.      ฟ้องขอค่าล่วงเวลาย้อนหลังอีก 1 ดอกใหญ่ ๆ
ทั้ง 4 ดอกนี้จะต้องจ่ายให้พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ย้อนหลัง 2 ปีด้วย

ท่านลูกจ้างทั้งหลายก็ควรจะทราบถึงเงินเหล่านี้ไว้บ้างว่าเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณค่าล่วงเวลา ( ถ้ายังทำงานอยู่ ) หรือ ต้องนำมาคำนวณค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เหลือ เมื่อถูกเลิกจ้าง จะได้ขอเข้าไปในคำฟ้องให้ครบซะทีเดียว..
หากไม่ได้ขอเข้าไปศาลท่านไม่มีอำนาจพิจารณาให้และถ้าลงชื่อสละสิทธิใด ๆ ในวันรับเงินแล้ว จะไปฟ้องอีกก็ไม่ได้

สำหรับท่านนายจ้าง ถ้าบอกแล้ว รู้แล้วก็ยังไม่จ่ายอีกก็จะโดนดอกอื่น ๆ เพิ่มตามมาอีกเพียบ
5.      ลูกจ้างไปกระซิบประกันสังคมว่า อาจจะหักค่าจ้างส่งเงินสมทบประกันสังคมไม่ครบ อีก 1 ดอก
6.      ลูกจ้างไปกระซิบสรรพากร ว่าอาจจะหักภาษีไม่ถูกต้อง ให้สรรพากรมาตรวจสอบเพิ่มอีก 1 ดอก
7.      ลูกจ้างไปฟ้องแรงงาน ฟ้องตำรวจว่ารับคนต่างด้าวเข้าทำงาน ( ถ้ามี ) ก็โดนไปอีก 1 ดอก
8.      ลูกจ้างไปฟ้องว่าไม่มี จป.วิชาชีพ / ไม่ได้ซ้อมดับเพลิง / ไม่มีกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ หรือ อื่น ๆ ก็จะโดนไปติด ๆ กันอีกกหลายดอก และรวมเป็นเงินก็อาจจะหลายแสนบาท หลายคนก็หลายลานละครับ

ดังนั้นอย่าคิดว่า 1 บาท ให้ 10 บาทไม่ต้องทอนแล้วจะจบนะครับพี่น้อง..555
 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..
1.      ศาลท่านมีอำนาจสั่งตามจริงตามกฎหมายได้ คือ ขอมาเกินก็สั่งให้ลดได้ ขอมาขาดก็สั่งให้เพิ่มได้ ( หากเกรงว่าท่านจะลืมก็ยกกฎหมายที่อ้างถึงในฎีกานี้พูดเตือนสติท่านขณะให้การก็ได้)
2.      ก่อนที่ท่านนายจ้างจะตัดสินใจเลิกจ้างใครให้หันมานำเงินค่าอื่น ๆ ที่จ่ายอยู่มารวมคำนวณค่าบอกกล่าว ค่าชดเชยให้ครบ ให้ถูกต้องซะแต่แรก

3.      ท่านลูกจ้างทั้งหลาย ก็ลองรวมเงินค่าต่าง ๆ มาคำนวณไว้ล่วงหน้าใส่กระเป๋าไว้บ้าง เผื่อถูกเรียกไปเจรจาให้จากกัน จะได้ขอเงินให้ครบทุกค่า ทุกบาททุกสตางค์..555

ขอขอบคุณที่แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ดี ๆ จาก
อ.สิทธิศักดิ์ ศรีธรรมวัฒนา