วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กฎหมายใหม่ว่าด้วยการอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558

กฎหมายใหม่เริ่ม 21 กรกฎาคม 2558เปิดทางให้ฟ้องแพ่งและวินัยข้าราชการได้

กฎหมายใหม่ว่าด้วยการอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เปิดช่องฟ้องวินัยและแพ่งข้าราชการขี้เกียจ ดึงเรื่อง พูดไม่ไพเราะ เริ่มบังคับใช้ 21 กรกฎาคม 2558
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๔ ก ได้มีการประกาศเกี่ยวกับกฏหมายว่า ด้วยการอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของ ทางราชการจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการอํานวยความสะดวกในการพิจารณา อนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่มาตรา ๑๗ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับกับบรรดาการอนุญาต การจดทะเบียนหรือการแจ้ง ที่มีกฎหมายหรือกฎกําหนดให้ต้องขออนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้ง ก่อนจะดําเนินการใด บทบัญญัติของกฎหมายหรือกฎใดที่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง อนุญาตหมายความว่า การที่เจ้าหน้าที่ยินยอมให้บุคคลใดกระทําการใดที่มีกฎหมายกําหนดให้ ต้องได้รับความยินยอมก่อนกระทําการนั้น และให้หมายความรวมถึงการออกใบอนุญาต การอนุมัติ การจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การรับแจ้ง การให้ประทานบัตรและการให้อาชญาบัตรด้วย ผู้อนุญาต
หมายความว่า ผู้ซึ่งกฎหมายกําหนดให้มีอํานาจในการอนุญาต พนักงานเจ้า หน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต กฎหมายว่าด้วยการอนุญาต” หมายความว่า บรรดากฎหมายที่มีบทบัญญัติกําหนดให้ การดําเนินการใดหรือการประกอบกิจการใดจะต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะดําเนินการได้ คําขอ” หมายความว่า คําขออนุญาต
มาตรา ๕ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (๑) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (๒) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ (๓) การดําเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (๔) การอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (๕) การอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารด้านยุทธการ รวมทั้งตามกฎหมายเกี่ยวกับ การควบคุมยุทธภัณฑ์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน
การยกเว้นไม่ให้นําบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่การดําเนินกิจการใดหรือกับ หน่วยงานใดนอกจากที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๖ ทุกห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้อนุญาตพิจารณากฎหมาย ที่ให้อํานาจในการอนุญาตว่าสมควรปรับปรุงกฎหมายนั้นเพื่อยกเลิกการอนุญาตหรือจัดให้มีมาตรการอื่น แทนการอนุญาตหรือไม่ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจําเป็นผู้อนุญาตจะพิจารณาปรับปรุงกฎหมายหรือจัดให้มี มาตรการอื่นแทนในกําหนดระยะเวลาที่เร็วกว่านั้นก็ได้ ให้ผู้อนุญาตเสนอผลการพิจารณาตามวรรคหนึ่งต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณายกเลิกการอนุญาต หรือจัดให้มีมาตรการอื่นแทนการอนุญาต ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการ พัฒนากฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบการพิจารณาด้วย
มาตรา ๗ ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้การกระทําใดจะต้องได้รับอนุญาต ผู้อนุญาตจะต้องจัดทํา คู่มือสําหรับประชาชน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคําขอขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตและรายการเอกสารหรือหลักฐานที่ผู้ขออนุญาตจะต้อง ยื่นมาพร้อมกับคําขอ และจะกําหนดให้ยื่นคําขอผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนการมายื่นคําขอด้วยตนเองก็ได้
คู่มือสําหรับประชาชนตามวรรคหนึ่งให้ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ที่กําหนดให้ยื่นคําขอ และเผยแพร่ ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อประชาชนประสงค์จะได้สําเนาคู่มือดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดสําเนาให้ โดยจะคิดค่าใช้จ่ายตามควรแก่กรณีก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้ระบุค่าใช้จ่ายดังกล่าวไว้ในคู่มือสําหรับ ประชาชนด้วย
ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการตรวจสอบขั้นตอนและระยะเวลาในการ พิจารณาอนุญาตที่กําหนดตามวรรคหนึ่งว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีหรือไม่ ในกรณีที่เห็นว่าขั้นตอนและระยะเวลาที่กําหนดดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการให้ผู้อนุญาตดําเนินการแก้ไขให้เหมาะสมโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ในการอํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ให้ส่วนราชการจัดให้มีศูนย์บริการร่วม เพื่อรับคําขอและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาตต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตไว้ ณ ที่เดียวกันตามแนวทางที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกําหนด
มาตรา ๘ ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการรับคําขอจะต้องตรวจสอบคําขอ และรายการเอกสารหรือหลักฐานที่ยื่นพร้อมคําขอให้ถูกต้องครบถ้วน หากเห็นว่าคําขอไม่ถูกต้องหรือ ยังขาดเอกสารหรือหลักฐานใดให้แจ้งให้ผู้ยื่นคําขอทราบทันที ถ้าเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมได้ ในขณะนั้น ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคําขอดําเนินการแก้ไขหรือยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ถ้าเป็นกรณีที่ไม่อาจดําเนินการได้ในขณะนั้นให้บันทึกความบกพร่องและรายการเอกสารหรือหลักฐาน ที่จะต้องยื่นเพิ่มเติม พร้อมทั้งกําหนดระยะเวลาที่ผู้ยื่นคําขอจะต้องดําเนินการแก้ไขหรือยื่นเพิ่มเติมไว้ ในบันทึกดังกล่าวด้วยและให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ยื่นคําขอลงนามไว้ในบันทึกนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มอบสําเนาบันทึกตามวรรคหนึ่งให้ผู้ยื่นคําขอไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีที่ผู้ยื่นคําขอได้จัดทําคําขอถูกต้องและแนบเอกสารหรือหลักฐานครบถ้วนตามที่ระบุ ในคู่มือสําหรับประชาชนตามมาตรา ๗ แล้ว หรือได้แก้ไขหรือยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมครบถ้วน ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่แนะนําหรือตามที่ปรากฏในบันทึกตามวรรคหนึ่งแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียก เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใดอีกไม่ได้ และจะปฏิเสธการพิจารณาคําขอนั้นโดยอาศัยเหตุแห่ง ความไม่สมบูรณ์ของคําขอหรือความไม่ครบถ้วนของเอกสารหรือหลักฐานไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ความไม่สมบูรณ์ หรือความไม่ครบถ้วนนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือทุจริตของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเป็นผลให้ไม่อาจอนุญาตได้ ในกรณีนี้ให้ผู้อนุญาตสั่งการตามที่เห็นสมควร และให้ดําเนินการทางวินัยหรือดําเนินคดีกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๙ ในกรณีที่ผู้ยื่นคําขอไม่แก้ไขเพิ่มเติมคําขอหรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติม ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบหรือตามที่ปรากฏในบันทึกที่จัดทําตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่คืนคําขอให้แก่ผู้ยื่นคําขอพร้อมทั้งแจ้งเป็นหนังสือถึงเหตุแห่งการคืนคําขอให้ทราบดวย้ ผู้ยื่นคําขอจะอุทธรณ์คําสั่งคืนคําขอตามวรรคหนึ่ง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองหรือจะยื่นคําขอใหม่ก็ได้ แต่ในกรณีที่กฎหมายกําหนดให้ต้องยื่นคําขอใดภายในระยะเวลาที่กําหนด ผู้ยื่นคําขอจะต้องยื่นคําขอนั้นใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว
มาตรา ๑๐ ผู้อนุญาตต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือ สําหรับประชาชนตามมาตรา ๗ และแจ้งให้ผู้ยื่นคําขอทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พิจารณาแล้วเสร็จ เมื่อครบกําหนดเวลาตามที่ระบุไว้ในคู่มือสําหรับประชาชนตามมาตรา ๗ แล้ว หากผู้อนุญาต ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคําขอทราบถึงเหตุแห่งความล่าช้าทุกเจ็ดวันจนกว่า จะพิจารณาแล้วเสร็จ พร้อมทั้งส่งสําเนาการแจ้งดังกล่าวให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการทราบทุกครั้ง
ในกรณีที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นว่าความล่าช้านั้นเกินสมควรแก่เหตุหรือเกิดจาก การขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของผู้อนุญาต ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีพร้อมทั้งเสนอแนะให้มีการพัฒนาหรือปรับปรุงหน่วยงานหรือระบบการปฏิบัติ ราชการของหน่วยงานนั้น ในกรณีไม่แจ้งตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าผู้อนุญาตกระทําการหรือละเว้นกระทําการ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เว้นแต่จะเป็นเพราะมีเหตุสุดวิสัย
มาตรา ๑๑ ในกรณีที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดออกใช้บังคับและมีผลให้ต้อง เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือรายละเอียดอื่นใดที่ปรากฏในคู่มือสําหรับประชาชน ตามมาตรา ๗ การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านั้น มิให้ใช้บังคับกับการยื่นคําขอที่ได้ยื่นไว้แล้วโดยชอบก่อนวันที่ กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เว้นแต่กฎหมายนั้นจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่สําหรับในกรณีกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับนั้นจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นได้ก็แต่เฉพาะในกรณีที่ การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ยื่นคําขอ
มาตรา ๑๒ ในกรณีที่กฎหมายกําหนดอายุใบอนุญาตไว้ และกิจการหรือการดําเนินการที่ได้รับ ใบอนุญาตนั้นมีลักษณะเป็นกิจการหรือการดําเนินการที่เห็นได้ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจะประกอบกิจการ หรือดําเนินการนั้นต่อเนื่องกัน คณะรัฐมนตรีจะกําหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชําระค่าธรรมเนียมการต่ออายุ ใบอนุญาตตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายนั้น ๆ แทนการยื่นคําขอต่ออายุใบอนุญาตก็ได้ และเมื่อหน่วยงาน ซึ่งมีอํานาจออกใบอนุญาตได้รับค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว ให้ออกหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตให้แก่ ผู้รับใบอนุญาตโดยเร็ว และให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตได้รับการต่ออายุใบอนุญาตตามกฎหมายนั้น ๆ แล้ว
การกําหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชําระค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตแทนการยื่นคําขอต่ออายุใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้ระบุชื่อพระราชบัญญัติ และประเภทของใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ผู้รับใบอนุญาตอาจดําเนินการตามวรรคหนึ่งได้ ก่อนตราพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ให้คณะรัฐมนตรีส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เมื่อพ้นกําหนดเวลาดังกล่าวแล้ว หากสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามิได้มีมติทักท้วง ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ต่อไป ให้เป็นหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การออกใบอนุญาต เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาตรา ๑๓ ให้เป็นหน้าที่ของผู้อนุญาตที่จะต้องกําหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการตรวจสอบ การประกอบกิจการหรือการดําเนินกิจการของผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการอนุญาตกําหนด และให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้อนุญาตที่จะต้องตรวจสอบตามหลักเกณฑ์และแนวทางดังกล่าว เมื่อมีผู้ได้รับความเดือดร้อนรําคาญ หรือเสียหายจากการประกอบกิจการหรือการดําเนินกิจการของ ผู้ได้รับอนุญาต ไม่ว่าความจะปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เองหรือมีผู้ร้องเรียน ให้เป็นหน้าที่ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ที่จะดําเนินการตรวจสอบและสั่งการตามอํานาจหน้าที่โดยเร็ว
มาตรา ๑๔ ในกรณีจําเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ในการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน ให้คณะรัฐมนตรีมีมติจัดตั้งศูนย์รับคําขออนุญาต เพื่อทําหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับคําขอตามกฎหมาย ว่าด้วยการอนุญาตขึ้น ให้ศูนย์รับคําขออนุญาตตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นส่วนราชการตามมาตรา ๑๘ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยอยู่ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี และจะให้มี สาขาของศูนย์ประจํากระทรวงหรือประจําจังหวัดด้วยก็ได้
การจัดตั้งศูนย์รับคําขออนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวให้กําหนดรายชื่อกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตที่จะให้อยู่ภายใต้การดําเนินการของศูนย์รับคําขอ อนุญาต ในการดําเนินการเกี่ยวกับการรับคําขอ จะกําหนดในพระราชกฤษฎีกาให้ผู้ยื่นคําขอ ยื่นคําขอ ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
มาตรา ๑๕ เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์รับคําขออนุญาตตามมาตรา ๑๔ แล้ว ให้ดําเนินการและมีผล ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการอนุญาตหรือกฎที่ออกตามกฎหมายดังกล่าวกําหนดให้ต้อง ยื่นคําขอ หรือส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือค่าธรรมเนียมใด ณ สถานที่ใด ถ้าได้มีการยื่นคําขอ หรือส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือค่าธรรมเนียม ณ ศูนย์รับคําขออนุญาตแล้ว ให้ถือว่าได้มีการยื่นคําขอ หรือ ส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือค่าธรรมเนียมโดยชอบตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตนั้นแล้ว
(๒) บรรดาเงินค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดที่ศูนย์รับคําขออนุญาตได้รับไว้ตาม (๑) ให้ศูนย์ รับคําขออนุญาตนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินในนามของหน่วยงานของผู้อนุญาต หรือส่งให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี และแจ้งให้หน่วยงานของผู้อนุญาตทราบ
(๓) ในกรณีที่หน่วยงานของผู้อนุญาตมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจากเงินที่จะต้องนําส่งคลัง ให้ศูนย์ รับคําขออนุญาตหักเงินดังกล่าวแทนและส่งมอบเงินที่หักไว้นั้นให้แก่หน่วยงานของผู้อนุญาต โดยให้ศูนย์ รับคําขออนุญาตมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายของศูนย์รับคําขออนุญาตตามอัตราที่จะได้ตกลงกับหน่วยงานของผู้อนุญาต
(๔) ระยะเวลาตามมาตรา ๑๐ ให้นับแต่วันที่ศูนย์รับคําขออนุญาตส่งเรื่องให้ผู้อนุญาต โดยศูนย์รับคําขออนุญาตจะต้องส่งเรื่องให้ผู้อนุญาตไม่ช้ากว่าสามวันทําการและให้นํามาตรา ๑๐ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๕) ให้เป็นหน้าที่ของผู้อนุญาตที่จะต้องส่งคู่มือสําหรับประชาชนตามมาตรา ๗ ที่ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันให้ศูนย์รับคําขออนุญาตตามจํานวนที่จําเป็น และดําเนินการให้มีการฝึกอบรมหรือชี้แจง แก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์รับคําขออนุญาต เพื่อให้เกิดความชํานาญในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
(๖) ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของศูนย์รับคําขออนุญาตที่จะต้องดําเนินการตามมาตรา ๘ และต้องรับผิดชอบในฐานะเช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘
มาตรา ๑๖ ให้ศูนย์รับคําขออนุญาตมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับคําขอและค่าธรรมเนียม รวมตลอดทั้งคําอุทธรณ์ ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต
(๒) ให้ข้อมูล ชี้แจง และแนะนําผู้ยื่นคําขอหรือประชาชนให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาต รวมตลอดทั้งความจําเป็นในการยื่นคําขออื่นใดที่จําเป็นต้องดําเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตทั้งปวง ในการประกอบกิจการหรือดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด
(๓) ส่งคําขอ หรือคําอุทธรณ์ ที่ได้รับจากผู้ยื่นคําขอหรือผู้ยื่นคําอุทธรณ์พร้อมทั้งเอกสาร หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคอยติดตามเร่งรัดหน่วยงานดังกล่าวเพื่อดําเนินการ ให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กําหนดตามพระราชบัญญัตินี้ และคู่มือสําหรับประชาชนตามมาตรา ๗ หรือตามกฎหมายที่ให้สิทธิในการอุทธรณ์
(๔)ในกรณีที่เห็นว่าหลักเกณฑ์หรือวิธีการในการยื่นคําขอ มีรายละเอียดหรือกําหนดให้ต้อง ส่งเอกสารที่ไม่จําเป็น หรือเป็นภาระเกินสมควรแก่ประชาชน ให้เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
(๕) รวบรวมปัญหาและอุปสรรคจากการอนุญาตและการดําเนินการของศูนย์รับคําขออนุญาต เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดําเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป
(๖) เสนอแนะในการพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนการ ขั้นตอน ระยะเวลา เกี่ยวกับการอนุญาตต่างๆ รวมถึงข้อเสนอในการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือกําหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการอนุญาตเพื่อให้ประชาชน ได้รับความสะดวกมากขึ้น
มาตรา ๑๗ ให้ผู้อนุญาตจัดทําคู่มือสําหรับประชาชนตามมาตรา ๗ ให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

IncoTerms.

INCOTERMS แต่ล่ะเงื่อนไขนั้นมีความหมายอย่างไร

INCOTERMS

ผู้นำเข้าส่งออกหลายๆท่านหรือผู้ที่กำลังศึกษาหาข้อมูลเรื่องการนำเข้าและส่งออกนั้นมีคำถามและข้อสงสัยต่างๆนาๆเกี่ยวกับ Incoterms ว่าแต่ล่ะ Term นั้นมีความหมายอย่างไร ซึ่งใน Blog ตัวนี้จะอธิบายความหมายของแต่ละเทอมการซื้อขายอย่างละเอียด โดยมีรูปภาพประกอบตามรูปด้านล่าง


1.) EXW
ผู้ขายไม่ต้องทำอะไรเลย  เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องจัดการขนส่งสินค้าเองตั้งแต่ออกจากคลัง สินค้าของผู้ขาย ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงตกอยู่กับผู้ซื้อทั้งสิ้น ตั้งแต่ ค่าใช้จ่ายในการผ่านด่านศุลกากรขาออก  กระทั่งค่าใช้จ่ายในการขนของขึ้นรถที่มารับ  ณ  คลังสินค้าของผู้ขาย  ทั้งนี้  เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น เช่นให้ผู้ขายส่งของขึ้นรถที่ผู้ซื้อจัดมาให้ด้วย

2.) FCA
ผู้ขายส่งสินค้าให้ถึงจุดหรือสถานที่รับสินค้าที่อยู่ภายใต้ความอารักขาของผู้ รับขนสินค้า เช่น Container Freight Station, Cargo Terminal ที่ท่าอากาศยาน หรือ สถานีรถไฟ ฯลฯ   โดยเป็นหน้าที่ของผู้ขายในอันที่จะจัดการเพื่อส่งออกด้วย   (เช่น ขอใบอนุญาต ในกรณีที่ต้องมีใบอนุญาตส่งออก  รวมทั้งผ่านพิธีการศุลกากร)  Terms นี้ จะใช้สำหรับการขนส่งทุกชนิด ทั้งทางบกหรือและอากาศ   รวมทั้งการขนส่งหลายรูปแบบ  โดยเฉพาะทางเรือจะเกี่ยวเนื่องกับการส่งของโดย  container ด้วยวิธีที่เรียกว่า  RO-RO  ( roll on – roll off )  ไม่มีการยกสินค้าขึ้นเรือโดยใช้ปั้นจั่น  แต่เป็นการขนส่งสินค้าไปถึงจุดรับสินค้าของผู้รับขนส่ง เช่น  CFS ถ้าการส่ง มอบสินค้ากระทำที่สถานที่ของผู้ขายเอง  ผู้ขายต้องรับผิดชอบในการเอาของขึ้นบรรทุกยานพาหนะที่มารับด้วย   แต่ถ้าการส่งมอบกระทำ ณ สถานที่อื่น ผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดชอบในการนำของลงจากยานพานะที่ใช้ขนสินค้าไป  ฯลฯ

3.) FAS
ผู้ขายส่งสินค้าให้ถึงข้างลำเรือที่ท่า หากเรือทอดสมออยู่กลางทะเลก็ต้องลำเลียงโดยเรือเล็กไปจนถึงข้างเรือใหญ่  กรณีนี้ ผู้ขายต้องจัดการส่งออกให้เรียบร้อย  กล่าวคือทั้งเสียอากรขา ออกและขอใบอนุญาตส่งออก ฯลฯ  ซึ่งต่างกับ  Incoterms 1990 ฉบับเดิมอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตามฉบับที่แล้ว ผู้ซื้อต้องจัดการทำพิธีการส่งออกเอาเอง
4.) FOB
ผู้ขายส่งสินค้าให้ถึงบนเรือ และความเสี่ยงจะเปลี่ยนข้างจากผู้ขายไปตกอยู่กับผู้ซื้อตั้งแต่วินาทีที่ สินค้าถูกยกข้ามพ้นกราบเรือ (ship's rail)  ไปเหนือลำเรือแล้ว ภาระ ในการส่งออก (เช่น การขอใบอนุญาต การชำระค่าอากรขาออก ฯลฯ)  เป็นของผู้ขายที่จะต้องจัดการให้เสร็จสิ้น   Terms นี้ใช้สำหรับการส่งของทางเรือแบบดั้งเดิม (conventional)  โดยการยกสินค้าขึ้นเรือ หรือที่เรียกกันว่า LO-LO (Lift on – Lift off)

5.) CFR 
(โปรดสังเกตว่าเงื่อนไขนี้  เดิมใช้กันว่า C&F)  เช่น เดียวกันกับ FOB ข้างบน  หากแต่ว่าผู้ขายต้องชำระค่าระวางในการขนส่งทางเรือด้วย  มีข้อที่น่าสังเกตคือ ถึงแม้ผู้ขายจะต้องรับภาระเรื่องค่าระวางถึงปลายทางก็ตาม แต่ ความเสี่ยงของฝ่ายผู้ขายนี้จะอยู่แค่กราบเรือที่ต้นทาง เหมือนกับกรณีของ FOB เท่านั้นเอง  ว่าอีกอย่างหนึ่ง Cost (ค่าใช้จ่าย) ของผู้ขายไปถึงท่าปลายทาง (เสียค่าระวาง) แต่ Risk (ความเสี่ยง)  ของผู้ขายจะสิ้นสุดที่กราบเรือเท่านั้นเอง ถ้าเป็นการส่งสินค้าโดยมิได้มียกของข้ามกราบเรือ จะต้องใช้เงื่อนไข CPT ซึ่งจะกล่าวต่อไป

6.) CIF
เช่นเดียวกับ  CFR  ทุกประการ   เพียงแต่เพิ่มให้ผู้ขายต้องจัดการเอาประกันภัยให้กับสินค้าที่ขนส่ง ด้วยการชำระเบี้ยประกันจนถึงปลายทางด้วยเท่านั้น และ ต้องไม่ลืมว่าความเสี่ยงของผู้ขายจะมีถึงจุดเหนือกราบเรือ  เช่นเดียวกับเงื่อนไข FOB  หรือ  CFR  เท่านั้น  เลยไปแล้วเป็นเรื่องของผู้ซื้อ

7.) CPT
เป็น term ใหม่  ใช้มาตั้งแต่ Incoterms 1990  สำหรับการขนส่งทุกรูปแบบ รวมทั้ง multimodal transport  ด้วย มีความหมายใกล้เคียงกันกับ CFR  ซึ่งให้ใช้แต่เฉพาะการขนส่งทางเรือนั่นเอง  แต่สำหรับเงื่อนไข CPT นี้  ผู้ขายต้องส่งมอบสินค้าให้กับผู้รับขนส่ง (Carrier) ณ สถานที่รับของ  ไม่ต้องส่งของขึ้นเรือ

8.) CIP
เช่นเดียวกับ CPT  ทุกประการ แต่เพิ่มภาระให้ผู้ขายต้องเอาประกันภัยด้วย ถ้าจะว่าไปแล้ว ความหมายของ CIP ก็ใกล้เคียงกับ CIF  จะต่างกันก็ตรงที่ CIP ใช้ได้กับการขนส่งทุกรูปแบบ ตลอดจน multimodal transport  แต่ CIF ใช้กับการขนส่งทางเรือเท่านั้น

9.) DAF
สำหรับการขนส่งสินค้าโดยผู้ขายไปจนถึงพรมแดนของประเทศโดยผ่านด่านศุลกากรขาออกของ ประเทศผู้ขายไปแล้ว แต่ยังไม่ผ่านด่านศุลกากรขาเข้าของประเทศผู้ซื้อ ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงเป็นของผู้ขายไปถึงจุดที่ว่านั้น  ณ พรมแดน  ทั้งนี้ เว้นจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

10.) DES
ผู้ขายต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง  จนกระทั่งเรือไปถึงและเทียบท่าปลายทางความรับผิดชอบนี้จะจำกัดอยู่แค่นั้น  โดยสินค้ายังอยู่บนเรือ  สำหรับการขนของลงจากเรือและค่าใช้จ่ายตลอดจนความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ตามมา เป็นเรื่องของผู้ซื้อแต่ลำพังเพียงผู้เดียว

11.) DEQ
เหมือนกันกับ DES ข้างบน หากแต่ผู้ขายต้องขนส่งสินค้าลงที่หน้าท่าให้ด้วย ต่อจากนั้นจึงเป็นภาระของผู้ซื้อ  ค่าอากรขาเข้าและภาระในการขอใบอนุญาตนำเข้า  (ถ้าจำเป็นต้องมี) ผู้ซื้อ ต้องจัดการเอง  เงื่อนไขนี้ เดิมใน Incoterms 1990 ผู้ขายหรือผู้ซื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะจ่ายก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน (แต่ปกติแล้วผู้ขายต้องจ่าย)  คราวนี้เปลี่ยนเป็นให้ผู้ซื้อจ่ายอย่างเดียว

12.) DDU
ผู้ขายจะต้องขนส่งสินค้าไปจนถึงสถานที่ที่ผู้ซื้อกำหนดในประเทศปลายทาง  เช่นให้ส่งที่คลังสินค้าของผู้ซื้อไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ไหน ในประเทศปลายทางดังกล่าว  แต่ถ้าตกลงกันว่าให้ส่งมอบสินค้าในบริเวณท่า เรือปลายทางก็ควรใช้เงื่อนไข DES หรือ DEQ แทน   ในการนี้ผู้ขายจะจัดการขนส่งสินค้าไปจนถึงสถานที่ที่จะส่งมอบ  แต่เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องจัดการขนสินค้าดังกล่าวลงจากยานพาหนะ ที่ไปส่งสินค้าเอง อย่างไรก็ตาม  ทางฝ่ายผู้ซื้อต้องชำระค่าอากรขาเข้าตลอดจนภาษีอื่น ๆ ของประเทศที่นำสินค้าเข้าเองด้วย

13.) DDP
ผู้ขายต้องรับภาระสูงสุด   (และราคาก็สูงสุดเหมือนกัน)เพราะฝ่ายผู้ซื้อไม่ต้องทำอะไรและไม่ต้องจ่ายค่า อากรขาเข้าด้วย  เป็นหน้าที่ของผู้ขายที่จะต้องเหมาหมด  การขนสินค้าลงจากยานพาหนะ ที่ไปส่งก็เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อเช่นเดียวกัน กับภายใต้เงื่อนไข DDUและถ้าตกลงจะส่งมอบกันในบริเวณท่าเรือ ก็ให้ใช้เงื่อนไข DES หรือ DEQ แทนเหมือนกันกับกรณี DDU ที่กล่าวแล้ว ภายใต้เงื่อนไข DDP นี้ ราคาสินค้าต่อหน่วยจะแพงที่สุด เพราะผู้ขายต้องรับภาระทุกอย่าง

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรื่องเล่ากับคนในปัจจุบัน อ่านกันสักนิดนะครับท่านทั้งหลาย

อ่านกันสักนิดนะครับท่านทั้งหลาย
“ที่บ้านมีไหม”
สามีของสมศรีแอบไปเที่ยวบาร์เถื่อน บังเอิญวันนั้นเจ้าหน้าที่บุกช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกหลอกมาขายบริการ นักเที่ยวทั้งหลายต่างก็ถูกจับและปรับเป็นเงินจำนวนคนละ5,000บาท สมชายไม่มีเงินจ่ายจึงขอร้องให้ตำรวจโทรไปบอกภรรยา
เมื่อสมศรีมาถึงโรงพัก ก็เดินเข้าไปหาสมชายจากนั้นก็ฟาดฝ่ามือไปที่ใบหูของสมชายหนึ่งที
"ที่บ้านมีไหม"
"มี!"
ฝ่ามือครั้งที่2 ก็ฟาดไปที่ใบหูของสมชายอีกหนึ่งที
"เวลาต้องการเคยปฏิเสธไหม"
"ไม่!"
ฝ่ามือครั้งที่3 ก็ฟาดไปที่ใบหูของสมชายอีกหนึ่งที
"เคยเก็บค่าบริการไหม"
"ไม่!"
จากนั้นฝ่ามือของสมศรีก็รัวไปที่กกหูของสมชายถี่ๆ จนสมชายต้องเอามือป้องไว้เป็นพัลวัน
นายตำรวจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างพากันหนาวแทนสมชายไปตามๆกัน
         
สังคมในยุคนี้ ผู้หญิงถ่ายหน้าอก ผู้ชายถ่ายรถโชว์ลงเฟส ใครจะไปรู้ว่าอกนั้นปลอมหรือจริง รถนั้นเป็นของเขาหรือของใคร
คนที่ยังไม่ได้แต่งงานอยู่กินกันเหมือนคนแต่งงาน ส่วนคนที่แต่งงานแล้วกลับแยกกันอยู่เหมือนยังไม่ได้แต่งงาน
สัตว์เริ่มสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกับคน คนเริ่มอวดเนื้อหนังเหมือนกับสัตว์
เด็กทำตัวแก่แดดเหมือนผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ทำตัวแอ๊บแบ๊วเหมือนกับเด็ก
ผู้หญิงทำตัวห้าวเป้งเหมือนผู้ชาย ผู้ชายทำตัวมุ้งมิ้งเหมือนผู้หญิง
คนจนทำรวยเป็นเศรษฐี คนรวยทำจนเหมือนยาจก
เถ้าแก่แต่งตัวเหมือนลูกจ้าง ลูกจ้างแต่งตัวเหมือนเถ้าแก่
พ่อแม่เรียกลูกว่าพี่ ลูกแทนตัวเองว่าน้อง
คนโสดทำตัวเหมือนแม่บ้าน แม่บ้านทำตัวเหมือนคนโสด
คนผอมถ่ายรูปโพสต์ว่าช่วงนี้อ้วน คนอ้วนถ่ายรูปโพสต์ว่าช่วงนี้ไดเอท
คนมีรอยสักมักถอดเสื้อแล้วบอกว่าร้อน
คนใช้แอปเปิลบอกไม่มีกระเป๋าถือ
คนใส่ฟันทองชอบยิงฟัน
คนซื้อนาฬิกาเรือนใหม่ชอบปัดแขนปัดขา
สักวันหนึ่งคุณจะเข้าใจ ใส่นาฬิกาเรือนละสามร้อยหรือสามหมื่นวันหนึ่งก็มี24ชั่วโมงเหมือนกัน
ดื่มเหล้าแก้วละสามสิบหรือแก้วละสามพันก็อ๊วกออกมาเหมือนๆกัน
อยู่บ้านกว้าง30ตารางเมตรหรือ300ตารางวาความโดดเดี่ยวก็ไม่ต่างกัน
สูบบุหรี่มวนละสิบบาทหรือมวนละร้อยก็เป้นมะเร็งปอดเหมือนกัน
นั่งชั้นธุรกิจหรือชั้นประหยัดเครื่องบินตกก็ตายเหมือนกัน
สักวันหนึ่งคุณก็จะเข้าใจ ความสุขในจิตใจไม่มีทางหาได้จากวัตถุภายนอก
เพราะฉะนั้น จงรู้พอใจจึงได้ความสุข
ใช้ชีวิตอยู่กับใครนั้นสำคัญมาก ใครอยู่กับคุณตลอดไปนั้นหาได้ยากยิ่งกว่า คนในโลกใบนี้มีตั้ง7.2 พันล้านคน ที่เราได้มารู้จักกัน มาอยู่ร่วมกัน หากไม่ถนอมรักษาก็น่าเสียดาย

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Process Mapping ตัวช่วยสำคัญในการบริหารผลงาน

Process Mapping ตัวช่วยสำคัญในการบริหารผลงาน
....
เวลาจัดทำระบบบริหารผลงานในองค์กร
ส่วนที่ยากในลำดับแรกๆ คือ การกำหนดหัวข้อ KPI (ตัวชี้วัด)
โดยเฉพาะ ในระดับหน่วยงานต่างๆ
การออกแบบหัวข้อประเมิน เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
ยิ่งเป็นองค์กรที่ไม่เคยทำระบบ บริหารผลงานด้วยแล้ว
ยิ่งหาหัวข้อ KPIที่สะท้อนผลงานจริงๆ ลำบากไม่น้อย
...............................................
หลักในการกำหนดหัวข้อ KPI ของแต่ละหน่วยงาน
ควรมีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1. KPI ที่ได้รับการกระจายมาจาก KPI องค์กร
2. KPI ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยงาน หรืองานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น
3. KPI ที่เกี่ยวข้องกับ มาตรฐานต่างๆ เช่น ISO, Safety
4. KPI หัวข้อนโยบาย หรือ วาระสำคัญขององค์กร
หรือหัวข้อรับผิดชอบร่วมกันในองค์กร
ที่ทุกหน่วยงานต้องบรรจุ KPI หัวข้อนั้นๆ
ไว้ในใบประเมิน เช่น โครงการต่างๆ
5. KPI ที่กำหนดเป็นเป้าหมาย ในการปรับปรุงระบบการทำงานของหน่วยงาน
6. KPI ที่กำหนดเป็นเป้าหมาย ในการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน
.................................................
ประเด็นสำคัญคือ
KPI ที่เป็นหน้าที่สำคัญของหน่วยงาน
หรืองานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น นั้น
...
โดยมากหลายหน่วยงาน มักมีปัญหาในการออกแบบหัวข้อ KPI
ซึ่งไม่รู้จะมีหลักเกณฑ์อย่างไร ที่จะกำหนด KPI
ได้อย่างเหมาะสม สะท้อนผลงานที่แท้จริงของหน่วยงาน
....
หลักในการกำหนด KPI หน่วยงาน
แบบพื้นฐานก็คือ
- หน่วยงานมีหน้าที่อะไร
- ผลที่คาดหวังของงานนั้นๆคืออะไร
- สามารถวัดผลได้อย่างไร
แต่ถ้าจะให้ กำหนดให้ครอบคลุม ครบถ้วน อย่างแท้จริง
ต้องไล่เรียงจากผังกระบวนการ หรือ Flow ของงาน
หรือผังแสดงการไหลของการทำงาน จากขั้นตอนหนึ่ง ไปสู่ขั้นตอนต่อไป
......................
โดย Flow ของงานนั้น เราจะแบ่งเป็น 3 ระดับ
1. Business Flow คือ ผังกระบวนการระดับองค์กร
ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรคู่ค้าอื่นๆ เช่น ลูกค้า , Supplier
2. Process Flow คือผังกระบวนการภายในองค์กร
ผังงานที่เชื่อมโยงกันของแต่ละหน่วยงาน ส่งต่องานกันเป็นลำดับขั้นตอน
ของทุกหน่วยงานในองค์กร
3. Work Flow คือผังการทำงานในหน่วยงาน ว่า
มีลำดับขั้นตอนอย่างไร
......................
และหากจะรวม Flow ทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน
เพื่อให้เห็นภาพรวมผังการทำงานทั้งหมด
ทั้งในและนอกองค์กร
เราจะเรียกผังนี้ว่า Process Mapping
....
Process Mapping เป็นผังกระบวนการ
ที่มีประโยชน์ในการทำงานอย่างมากมาย
ตั้งแต่ ออกแบบ กระบวนการทำงาน ขององค์กร
ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ
ใช้เป็นสื่อในการอธิบาย การประสานงานของแต่ละหน่วยงาน
หรือยังนำไปต่อยอด ในเรื่องของ การบริหารจัดการทรัพยากร
และกำลังพล หรือแม้กระทั้งงบประมาณอีกด้วย
....
ประเด็นคือ หลายองค์กร หรือแทบทุกองค์กร
มีการจัดทำ Process Mapping ไว้อยู่แล้ว
แต่ที่น่าเสียดาย คือ ส่วนมากใช้ประโยชน์จากผังกระบวนการนี้น้อยมากๆ
ทั้งที่มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยสื่อสาร ป้องกันและแก้ปัญหา การทำงานในองค์กร
ได้เกือบทุกระบบ แต่น้อยนักที่จะนำมาใช้แระโยชน์
...
และที่สำคัญ แทบไม่มีองค์กรไหน นำ Process Mapping
มาใช้ประโยชน์ ช่วยในกระบวนการ กำหนด KPI เลย
ดังนั้นองค์กรส่วนใหญ่ ก็เลยเกิดปัญหา ในการกำหนดหัวข้อ KPI
โดยเฉพาะ หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับงานที่เป็นรอยต่อระหว่างหน่วยงาน
มักเกี่ยงกันไปมา KPI ข้อนี้ของเธอ ไม่ใช่ของฉัน ... บลาๆๆ
...
เพราะส่วนมาก นอกจากไม่มีการกระจาย KPI จากองค์กรอย่างถูกต้องแล้ว
ก็ยัง แยกแผนก เขียน KPI ของใครของมันอีกด้วย
ผลสุดท้ายก็เลยได้ KPI แบบส่วนตัวๆ ของใครของมัน
หน่วยงานใคร หน่วยงานมัน
...
วันนี้เลยอยากจะ เชิญชวนให้ แต่ละองค์กร
ทบทวน นำผังกระบวนการนี้ มาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น
โดยเฉพาะการกำหนด KPI อย่างไรไม่ให้ตกหล่นในหัวข้อสำคัญๆ
เพราะโดยหลักการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผังกระบวนการ
หรือ ระบบบริหารผลงาน
ถ้านำมาใช้อย่างถูกวิธีแล้ว
สามารถสร้างประโยชน์ พัฒนาผลงานขององค์กร
ให้ดีขึ้นได้อย่างมากมาย เลยทีเดียว
....
ส่วน ตัวอย่างการกำหนด KPI จาก Work Flow นั้น
จะมาแชร์ให้ฟังในบทความต่อไปครับ
......................................
แล้วคุยกันใหม่ครับ
‪#‎บริหารผลงานอย่างไรให้ถึงเป้า‬
www.chentrainer.com

การรักษาโรคนอนกรน


หลายคนอาจเสียความมั่นใจเนื่องจากการนอนกรนของตัวเอง ด้วยระบบหายใจที่ขาดความชุ่มชื้นและกล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรง ทำให้ระบบหายใจไม่ดี ซึ่งสาเหตุของ การนอนกรนอาจมาจากหลายปัจจัย 

แต่ปัจจัยที่พูดถึง คือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน รวมถึงสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ซึ่งการรักษาโรคนอนกรนนั้นจำเป็นต้องใช้สมุนไพรในครัวเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็น...

หอมแดง ยิ่งแก่ยิ่งดี กลิ่นฉุนของหอมยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในลำคอ และช่วยให้ระบบหายใจทำงานดีขึ้น นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณแก้หวัด คัดจมูกลดไขมันอุดตันในหลอด เลือด สาวๆหนุ่มๆที่ไปเที่ยวค้างคืน จำเป็นต้องมีติดตัว หรือติดรถไปด้วยเพื่อรักษาโรคนอนกรน 

พริกขี้หนู สารแคปไซซินในพริกจะช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม ทำให้หายใจโล่งและเกิดความชุ่มชื้นในลำคอ การนอนกรนก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ขิง ยิ่งแก่ยิ่งดี สำหรับบางคนไม่ชอบทานขิงสด อาจทุบให้แตก นำไปต้มเอาน้ำดื่ม จะช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานสะดวกขึ้น พร้อมให้ความสดชื่นด้วย 

ใบแมงลัก มีฤทธิ์ในการแก้หวัดและโรคหลอดลมอักเสบ จึงช่วยให้ระบบหายใจทำงานดีขึ้น


วิธีปรุง

หอมแดงปลอกเปลือก 4-5 หัวล้างน้ำให้สะอาด ทุบนิดหน่อย พริกขี้หนูล้างน้ำสะอาด 5-7 เมล็ด ทุบพอแหลก ขิงยาวสัก 10 ซ.ม ทุบพอแหลก ใบแมงลัก 1กำมือ ทั้งหมดใส่หม้อ ใส่น้ำพอประมาณท่วมหลังมือ รอเดือดยกลง ดื่มอุ่นๆดื่มก่อนนอนทุกวัน กรนเบาลงถึงขั้นหายกรน 

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประเมินค่างาน ทำอย่างไรให้ได้ผล

ประเมินค่างาน ทำอย่างไรให้ได้ผล

ระยะนี้ได้เห็นได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการประเมินค่างานอยู่เยอะพอสมควร และส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของปัญหาที่เกิดขึ้นในการนำเอาการประเมินค่างานมาใช้งานในองค์กรมากกว่าจะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่ผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะพบเจอ หรือรู้สึกว่ามันน่าจะมีปัญหานั้น ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แต่ประเด็นก็คือ เราคงต้องมีวิธีการในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ลุล่วงไปให้ได้ เพราะมิฉะนั้น ระบบการบริหารค่าจ้างเงินเดือนมันก็จะกลับมาเป็นระบบเดิมที่อาศัยความรู้สึก และไม่มีเหตุผลแน่นพอที่จะคุย หรือตอบพนักงานได้
ผมเองพอมีประสบการณ์ตรงทางด้านการประเมินค่างานและจัดระดับงานให้กับลูกค้ามาอยู่พอสมควร ก็พบกับปัญหาต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่จะต้องทำให้ได้ก็คือ การทำให้องค์กรนั้นสามารถนำไปใช้ในการบริหารค่าจ้างเงินเดือนได้จริงๆ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้น ก็เลยอยากจะขอแชร์แนวทางในการทำให้การประเมินค่างานได้ผลมากที่สุด และเกิดปัญหาน้อยที่สุด
  • ค่างานจะประเมินที่งาน ไม่ใช่ตัวคน สิ่งแรกที่จะต้องทำความเข้าใจสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินค่างานก็คือ เรื่องของการประเมินค่างานนั้น จะประเมินมุ่งไปที่ตำแหน่งงาน จะพิจารณาจากหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งงาน โดยไม่ไปดูตัวคนที่ทำงานอยู่เลย ซึ่งบางตำแหน่งอาจจะมีคนทำงานมากกว่า 1 คน แต่ถ้าเมื่อไหร่ทำงานเหมือนกันแล้ว ก็จะถูกประเมินค่างานโดยมองว่าเป็นตำแหน่งเดียวกัน สิ่งที่จะต้องย้ำเสมอก็คือเวลาประเมินค่างานจะต้องพิจารณาไปที่เนื้องานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการนำเอาผลงานของคนที่ทำงานในตำแหน่งงานนั้นเข้ามาพิจารณาด้วยเลย เพราะผลงานก็ต้องไปดูที่ผลงาน แต่เรากำลังประเมินค่างาน ในช่วงนี้จะต้องแยกกันให้ขาดก่อนระหว่างคนทำงาน กับตัวงาน เดี๋ยวสุดท้ายค่อยเอามาประกบกันใหม่ครับ
  • โครงสร้างองค์กร และขอบเขตของตำแหน่งงานจะต้องชัดเจน มีหลายองค์กรที่ประเมินค่างานแล้วมีปัญหา ซึ่งก็มีสาเหตุมาจาก โครงสร้างองค์กรที่แบ่งไว้ ไม่ชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่ง ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของหน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่มีการกำหนดขอบเขตอำนาจในการทำงานไว้ ซึ่งทำให้การประเมินค่างานทำไม่ค่อยจะได้ เพราะขาดความชัดเจนนี่เอง ก็เลยต้องอาศัยจากตัวคนที่ทำงานมาประเมิน พอเมื่อไหร่ที่ไปจับที่ตัวคนทำงาน ก็จะกลายเป็นการพิจารณาเรื่องของคุณสมบัติของคนคนนั้นไป ซึ่งผลที่ได้ออกมาไม่ใช่ค่าของงาน แต่จะเป็นค่าของคนคนนั้นที่มาทำงาน และถ้าเราใช้ผลการประเมินจากตัวคนมากำหนดเรื่องของระดับงาน มันก็จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต เพราะเราจะหาคนทำงานแบบที่เคยเป็นไม่ได้ จากนั้นปัญหาก็จะตามมาว่า ทำไมคนใหม่ที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งงานนั้นถึงมีค่างานที่สูงจัง ทั้งๆ ที่ยังทำงานนั้นไม่ได้ถึงครึ่งของคนเดิมที่ทำไว้ ก็เนื่องจากมาจากประเด็นเรื่องของตัวคนนั่นเองครับ
  • ประเมินค่างานและจัดระดับงานแล้ว ต้องเอาพนักงานที่ดำรงตำแหน่งนั้นเข้าเทียบกับค่างาน จุดนี้คือจุดที่ยากที่สุด เท่าที่ทำเรื่องค่างานมา บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกบางแห่งก็ยัดระดับงานเข้าไปในตัวพนักงานดื้อๆ เลย โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติของคนที่ทำงานอยู่เดิมว่าทำได้ตาม JD ที่เขียนไว้แบบ 100% หรือไม่ เพราะถ้ายังทำงานนั้นไม่ได้ ก็ไม่น่าจะถูก slot เข้าไปในระดับงานของตำแหน่งงานนั้น เพราะระดับงานที่ได้จากการประเมินค่างานจะเป็นระดับงานของตำแหน่งงานที่เขียนไว้ ซึ่งถ้าทำได้ตามที่เขียนไว้ ก็จะจัดให้อยู่ในระดับงานตามที่ประเมินค่างานได้ แต่ถ้าประเมินแล้วยังทำไม่ได้ตามนั้น ก็จะต้องถูก slot ให้อยู่ต่ำกว่าค่างานจริงประมาณ 1 ระดับ ซึ่งวิธีการเหล่านี้บริษัทที่ปรึกษาบางแห่งเขาไม่มีการทำให้ ซึ่งผลก็คือบริษัทหลายแห่ง ก็จะมาจอดและมีปัญหาที่จุดนี้ สิ่งที่เอาเข้ามาช่วยแก้ไขก็คือ สิ่งที่เราเรียกกว่า Personal Grade จริงๆ ก็คือ ระดับงานจากค่างานนี่แหละครับ เพียงแต่พนักงานคนนี้ยังไม่สามารถทำได้ตามระดับงานที่กำหนดไว้ ก็จะต้อง slot เข้าในระดับที่ต่ำกว่า เช่น ประเมินค่างานตำแหน่งวิศวกรไว้ที่ระดับ 6 โดยที่ตำแหน่งงานระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร รับผิดชอบอะไร และจะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 5 ปี ซึ่งบริษัทนี้ก็มีการรับวิศวกรจบใหม่เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ซึ่งมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ยังทำไม่ได้ตามรายละเอียดหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งงานที่เขียนไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการบริหารค่าตอบแทน ก็ต้อง slot คนใหม่นี้ไว้ที่ระดับงาน 5 ก่อน เพื่อพัฒนาให้เขาทำงานได้ตามที่กำหนด แล้วค่อยเลื่อนระดับไปที่ 6 ตามตำแหน่งงานนั้นๆ เป็นต้นครับ
  • ประเมินค่างานเสร็จอย่าเพิ่งจบ ต้องพิจารณาตอนเข้าโครงสร้างเงินเดือนด้วย ปัญหาเรื่องค่างานที่เกิดขึ้นอีกประเด็นก็คือ เวลาที่ประเมินค่างานและจัดระดับงานเสร็จแล้ว เราก็ไม่คิดอะไรต่อแล้ว ประกาศเลยว่า ใครที่อยู่ตำแหน่งอะไร ระดับงานเท่าไหร่ ก็ประกาศเลย แบบนี้ทำให้ระบบพังไปกันเยอะแล้วครับ สิ่งที่จะต้องทำก่อนที่จะประกาศใช้ระดับงาน ก็คือ จะต้องทำโครงสร้างเงินเดือนตามระดับงานที่ประเมินค่างานไว้ให้เสร็จก่อน จากนั้นก็ลอง slot พนักงานเข้าระดับงานที่กำหนด และเอาเข้าโครงสร้างเงินเดือนที่ออกแบบไว้ เพื่อดูการกระจายตัวของเงินเดือนพนักงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีประเด็นใครตกกระบอก ใครเกินกระบอกบ้างหรือไม่ และมีการกระจุกตัวของเงินเดือนพนักงานที่ไม่เหมาะกับระดับงานที่ทำไว้หรือไม่ ฯลฯ ถ้ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็จะต้องรีบพิจารณาแก้ไขก่อนที่จะประกาศใช้ระบบ เช่น ประเมินค่างาน จัดระดับงาน และวางโครงสร้างเงินเดือนเสร็จเรียบร้อย เอาพนักงานเข้ากระบอก ปรากฏว่า มีพนักงานระดับจัดการบางคนที่เงินเดือนสูงกว่าเพดานของโครงสร้างเงินเดือนไปเยอะมาก ถ้าเป็นที่ปรึกษาบางแห่งก็จะตั้งกฎว่า ใครเงินเดือนเกินกระบอก ก็ไม่ต้องขึ้นเงินเดือนอีกต่อไป (พูดง่าย) แต่ในทางปฏิบัตินั้นก่อให้เกิดปัญหามานักต่อนักแล้วครับ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ พนักงานคนนั้นที่บริษัทจ่ายเงินเดือนให้สูงมากนั้น จริงๆ แล้วงานของเขานั้นมันมีอะไรพิเศษที่ผิดไปจาก JD ที่เขียนไว้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องของฝีมือของคนคนนั้นมากกว่าที่ทำงานได้อย่างเชี่ยวชาญมากๆ ซึ่งในการเขียน JD มันไม่สะท้อนเรื่องเหล่านี้ สุดท้าย ถ้าองค์กรยังคิดว่าจะรักษาพนักงานคนนี้ไว้ เพราะคนนี้มีคุณค่าต่อองค์กร นั่นก็แสดงว่า ค่างานและระดับงานที่ประเมินไว้ของตำแหน่งงานนี้อาจจะถูกแล้ว แต่พอเอาตัวพนักงานเข้ามาพิจารณามันอาจจะใช้ไม่ได้ เพราะถ้าเราหยุดการขึ้นเงินเดือนพนักงานคนนี้ ผมเชื่อว่าองค์กรจะมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้นก็ต้องเอาระบบ Personal Grade เข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ในช่วงแรกๆ ของการประเมินค่างาน และทำโครงสร้างเงินเดือนครับ
ที่เขียนมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแนวทางหลักๆ ที่จะช่วยให้การประเมินค่างานมีปัญหาน้อยลงครับ ยังมีอีกหลายวิธีครับ ซึ่งอยู่กับสภาพปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้น เพียงแต่ประเด็นหลักที่จะต้องยึดไว้ให้มั่นก็คือ เราประเมินค่างานไปเพื่อที่จะทำให้ระบบค่าตอบแทนเป็นธรรมมากขึ้น และสามารถที่จะตอบพนักงานได้อย่างมีเหตุมีผล ซึ่งสุดท้ายระบบมันน่าจะส่งผลดีให้กับการบริหารค่าตอบแทน และความรู้สึกของพนักงานส่วนใหญ่ อาจจะมีส่วนน้อยที่มีปัญหา แต่ก็ต้องอาศัยเวลาในการค่อยๆ แก้ไขให้เข้าที่
โดยประเด็นสำคัญก็คือ ขวัญและกำลังใจของพนักงานจะต้องไม่เสียครับ ถ้ามีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแสดงว่าจะต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะจากประสบการณ์ที่ผมทำมานั้น องค์กรส่วนใหญ่เองก็จ่ายและบริหารค่าตอบแทนโดยอาศัยแนวคิดค่างานอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ประเมินออกมาเท่านั้นเอง

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Top 10 ในสายงานที่คุณรัก

Commit to excellence: Secrets of self-made millionaires
หลังจากที่ได้แบ่งปัน ไปแล้ว 2 เคล็บลับ หวังว่าเพื่อนๆ คงได้ประโยชน์จากการทำแบบฝึกหัดนะครับ การอ่านอาจจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ แต่การลองหยุดคิดตามแบบฝึกหัด ทำให้เราได้คิดในบางมุมที่เราไม่เคยคิดนะครับ
กลับไปตามอ่านเคล็ดลับที่เล่าไปแล้วได้นะครับ
0.Introduction
1.Dream Big Dream
2.Do What you love to do
สูตรแห่งการสร้างตัวเองข้อที่ 3. Commit to excellence มุ่งมั่นที่จะเป็นสุดยอดในสายงาน
ลองสังเกตุสิครับ คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะเป็นสุดยอดในเรื่องนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเป็นสุดยอดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เงินมักจะตามมาหาเราเอง
ดังนั้นเราต้องทุ่มเทและยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพัฒนาตัวเราให้เป็นสุดยอด Top 10 ในสายงานให้ได้ ถ้าหากเราได้ทำสิ่งที่เรารัก เราจะมีโอกาสเป็น Top 10 ของเรื่องนั้นๆได้มากขึ้น ถ้ามีสายงานไหนที่ใจคุณบอกว่าไม่อยากเป็น Top 10 ของสายงาน แปลว่าคุณไม่ได้รักในสายงานนั้น ถ้าคุณทำงานอยู่ในสายงานที่คุณไม่อยากเป็น Top 10 เป็นสัญญาณว่าคุณอยู่ผิดที่หละ คุณอยู่ไปเพียงเพื่อฆ่าเวลา คุณอาจจะเลี้ยงชีพได้จากงานนั้น แต่การทำในส่ิงที่คุณไม่รักและไม่อยากทุ่มเท คุณจะไม่สามารถสร้างอนาคตกับมันได้เลย
ทุกๆคนถูกออกแบบมาให้มีสิ่งที่ตัวเองชอบและสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้าคุณค้นพบสิ่งที่คุณรัก นั่นเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะบอกว่าคุณน่าจะมีความสามารถที่จะเป็นสุดยอดในเรื่องนั้นๆได้ ให้ตัดสินใจไปเลยว่าเราจะต้องเป็นสุดยอด Top 10 ของเรื่องนั้นๆให้ได้
คนที่เป็น Top 10 ในวันนี้ มีหลายๆคนมาจากการเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก หรือไม่ได้อยู่ในสายงานมาก่อนเลย ไม่เคยมีใครรู้ว่ามีคนๆนี้อยู่ในวงการ แต่วันนี้เค้าสามารถเป็น Top 10 ได้ ถ้าคุณตัดสินใจที่จะทุ่มเทและยอมแลกทุกสิ่ง คุณก็สามารถพัฒนาเพื่อให้เป็น Top 10 ได้เช่นกัน แต่ต้องเข้าใจว่าบ้านไม่สามารถสร้างเสร็จในวันเดียว การเป็นสุดยอดในสายงานก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน โดยปกติแล้วใช้เวลา 5-7 ปี
โอ้โห 5-7 ปี กว่าจะได้ฉลองความสำเร็จ อย่าเพิ่งท้อนะครับ เราอยู่มาจนอายุขนาดนี้แล้ว จะอายุมากขึ้นอีกสัก 5 ปี ก็คงไม่สร้างปัญหาไปกว่านี้แล้วหละ (ฮา ฮา) และที่สำคัญ ยังไงซะเวลามันก็เดินไปข้างหน้าอยู่แล้วไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง คำถามคงเป็นว่าในอีก 5-7 ปีข้างหน้า คุณจะเป็นสุดยอดในสายงานคุณ หรือคุณจะเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนวันนี้ครับ ไม่มีใครเก่งหรือฉลาดไปกว่าใคร ถ้ามีคนที่สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นสุดยอดในสายงานได้ คุณแค่ต้องไปศึกษาว่าเค้าทำได้ยังไง แต่ละคนอาจจะใช้เวลาในการพัฒนาไม่เท่ากัน แต่ถ้าคุณเดินวันละก้าว ช้าหรือเร็วมันก็ต้องถึงที่หมาย และวันที่รอคอยก็จะมาถึง
นอกจากเป็นที่ยอมรับของคนอื่นแล้ว คุณจะยังเป็นที่ยอมรับของตัวคุณเองมากขึ้น คุณจะเพิ่มความภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง คุณจะเคารพตัวเองและคุณรู้ว่าตัวเองเจ๋งขนาดไหน เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกเจ๋งขนาดนั้นแล้ว คุณจะเหมือนกับถือกุญแจวิเศษที่สามารถเปิดประตูแห่งโอกาสที่ไหนก็ได้ จะมีแต่คนต้องการตัวคุณ
เรื่องอะไรครับ ที่คุณอยากเป็น Top 10
แปลและเรียบเรียง
www.facebook.com/kensukawat
Cr: Brian Tracy