วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ! Top 5 secret tips for Speaking English Fluently!!

5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ! Top 5 secret tips for Speaking English Fluently!!

5secrets5-technics
5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ!
.
Top 5 secret tips for Speaking English Fluently!!
.
.
.
วันนี้ สถาบันสอนภาษา Mind English จะมาเปิดเผย 5 เทคนิคลับในการฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ให้พูดอังกฤษได้คล่องอย่างกับพ่นไฟ!
.
.
.
1. Start with Listening! เริ่มต้นจากการฟัง!
.
ถ้าคุณอยากพูดภาษาอังกฤษได้ คุณต้องเริ่มต้นจากการฟัง!
.
ฟัง ฟัง ฟังแล้วก็ฟัง!
.
หัวใจสำคัญ 2 ข้อก็คือ คุณต้องเลือกฟังสื่อที่ไม่ยากเกินไปสำหรับคุณ (รู้ศัพท์ในสื่อนั้นๆมากกว่า 80%)
.
และข้อที่ 2 คือคุณต้องฟังทุกวัน! อย่างมีวินัยและตั้งใจ วันละ 1 ชั่วโมงขึ้นไป (แบ่งได้ เช้า 20 นาที เที่ยง 20นาที และเย็นอีก 20 นาที เวลารถติดก็ฟังได้)
.
เรากล้าท้าเลย ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษทุกวัน 1 เดือนผ่านไปคุณจะแปลกใจตัวเอง ว่าทำไมเราเก่งภาษาอังกฤษขึ้นขนาดนี้
.
แต่ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษทุกวันตลอด 1 ปี คุณจะจำตัวเองวันนี้ไม่ได้เลย!!
.
(อ่านต่อเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopspeaking/)
.
.
.
2. Use Photographic Memory! เรียนรู้เป็นภาพ ไม่ใช่ตัวอักษร!
.
เลิกท่องศัพท์(แบบเดิมๆ)ได้แล้ว
.
หยุดการท่องศัพท์แบบเป็นลิสต์ยาวๆที่เราต้องมาแปลเป็นไทย หันมาใช้วิธีเรียนรู้ศัพท์แบบเป็นภาพ เป็นเรื่องราวแทน
.
ใครยังท่องศัพท์แบบเดิมๆ ไม่มีทางพูดอังกฤษได้คล่อง พูดเลย!
.
(อ่านเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopvocab1/ และ “วิธีท่องศัพท์ ฉบับเทพ!” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/greatvocab1/)
.
.
.
3. Don’s Study Grammar rules! หยุดท่องกฏแกรมม่าร์ซะ!
.
ใครยังนั่งท่อง S+V to be+V ing+ …+ …+ ….ไปเรื่อยๆ หรือยังท่องกริยา 3 ช่อง ท่องกฏไวยากรณ์ต่างๆ
.
ถ้าท่องไปสอบ ท่องไว้เขียน Writing เขียน Essay ต่างๆ นี่โอเค
.
แต่ถ้าท่องไว้ใช้พูด คุณเข้าใจผิดแล้ว!!!
.
ไม่มีใครพูด คล่องเพราะท่องกฏแกรมม่าร์หรอก บอกเลย!
.
(อ่านเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษได้ ให้หยุดเรียน Grammar” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopgrammar1/)
.
.
.
4. No Translation! อย่าแปลเป็นไทย!
.
อยากพูดอังกฤษให้คล่อง ต้องพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
.
การพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติคือ ฟัง-คิด-พูด ต้องเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยไม่มีการแปลเป็นไทยในหัว
.
เพราะฉะนั้น เราควรพยายามแปลเป็นไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
สาเหตุที่เราพูดภาษาอังกฤษแล้วตะกุกตะกัก ไม่ไหลลื่น ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะเรามักต้องนึกศัพท์
.
และที่เราต้องนึกศัพท์ เพราะเราคิดเป็นภาษาไทยในหัวก่อนเนี่ยแหละ ถึงต้องแปลกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ จึงต้องนึกศัพท์
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดเป็นภาษาอังกฤษได้ ก็จะไม่ต้องนึกศัพท์ (แน่สิ คิดเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จะนึกศัพท์ภาษาอังกฤษทำไม?)
.
เมื่อนั้น เราจะพูดอังกฤษได้โคตรคล่อง!
.
(อ่านต่อเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องอย่าแปล!” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/notranslation/)
.
.
.
5. Change Environment! เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมือนอยู่เมืองนอก
.
พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด
.
เม้าท์กับเพื่อน >>> พยายามหาเพื่อนฝรั่งคุยแชทบ้าง คุย Skype บ้าง
.
ดูหนัง-ดูละคร >>> เปลี่ยนมาเป็นดูหนัง ดูซีรี่ย์ และต้องดูให้ถูกวิธีด้วย ดูผิดวิธี ดูเป็นพันเรื่องยังไงก็ไม่เก่ง (อ่านเพิ่มเติม บทความ “ดูหนังยังไง ให้พูดอังกฤษได้” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/watchmovies/”
.
ฟังเพลง >>> จากเพลงไทยสุดดราม่า หันมาฟังเพลงฝรั่งบ้าง (บทความถัดๆไป จะแนะนำเรื่องการฟังเพลงอย่างไร ให้แจ่มที่สุด)
.
ดูข่าว >>> จากดูเรื่องเล่าเช้านี้ ลองเปลี่ยนเป็นดูข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศบ้าง ชอบสำเนียงอเมริกันก็ลอง CNN ถ้าชอบสำเนียงบริทิชเก๋ๆ BBC ก็ถือว่าดีมาก
.
อ่านหนังสือ>>> ลองเปลี่ยนมาอ่านหนังสือต่างประเทศบ้าง เริ่มจากแนวที่ตัวเองชอบก่อนก็ได้ พยายามเริ่มจากง่ายๆไปก่อน
.
ยิ่งเราเปลี่ยนได้มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น
.
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ อย่าไปฝืน อย่าไปเร่ง อย่าไปเร้า
.
ที่สำคัญที่สุดคือต้อง “ชิลล์” อันไหนฟังไม่ออก อันไหนอ่านไม่เข้าใจก็พยายามฟัง พยายามทำความไม่เข้าใจ ไม่ต้องเครียด
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึก คือ การไม่ฝึก
.
การมีความพยายามในการฝึกคือสิ่งที่ดีมาก แต่สิ่งที่ดีมากที่สุดคือการไม่ต้องพยายาม การไม่ฝืน ทำเหมือนเป็นธรรมชาติ
.
ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ เราจะยิ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
.
.
เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เรื่องนวด ควรต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ถ้าไม่รู้ให้ศึกษา หรือ ถาม

1.โรคหัวใจ เพราะอาจจะทำให้ช็อคได้
2.มะเร็ง เพราะจะทำให้เชื้อของมะเร็งเเพร่กระจายตามกระเเสเลือด
3.เบาหวาน( 180 ขึ้นไป ) เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อช้ำเเละหายยาก
4.ความดันโลหิตสูง 160 ขึ้นไปไม่ควรนวด
5.โรคผิวหนัง เพราะจะทำให้เชื้อเเพร่กระจายได้
ข้อห้ามเเละข้อควรระวังในการนวด
1.เส้นเลือดคอด้านหน้า เพราะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองตายได้
2.ทัดดอกไม้เหนือใบหู เพราะเป็นจุดที่บอบบางของกระโหลกศีรษะ จะเเตกหักง่าย
3.ไหปลาร้า เพราะมันอาจจะเเตกหักหรือหลุดได้ง่าย
4.ใต้รักเเร้ เพราะเป็นจุดศูนย์รวมเส้นประสาทเเละต่อมน้ำเหลืองจะทำให้อักเสบได้
5.หัวมุมไหล่ เพราะจะหลุดง่าย
6.ข้อพับศอก จะทำให้อักเสบเเละหลุดได้ง่าย
7.หัวเข่า เพราะจะอักเสบเเละหลุดได้ง่าย
8.มีไข้ตัวร้อน อุณภูมิ 38 องศาขึ้นไป
9.อาการอักเสบบวมเเดง เพราะมันอักเสบอยู่เเล้ว ถ้านวดจะทำให้อักเสบมากขึ้น
10.กระดูกเเตกหัก เพราะมันเเตกหักอยู่เเล้ว
11.เเผลผ่าตัด จะทำให้เเผลฉีกขาดเเละอักเสบขึ้นมาได้
12.ภายหลังบาดเจ็บ ใน 48 ชั่วโมง เพราะมีการช้ำเเละยังอักเสบอยู่
13.เเผลเปิดเเละเเผลเรื้อรัง อาจจะทำให้ติดเชื้อ เเละเป็นมากกว่าเดิมได้
14.เปิดประตูลมไม่เกิน 45 วินาที ถ้าเกินเส้นเลือดจะเเตกเเละเป็นอัมพาตได้
15.ควรรับประทานอาหารมาก่อนทำการนวดไม่น้อยกว่า 30 นาที
16.ไม่ควรทานยาเเก้ปวดมาก่อนทำการนวด เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อชา นวดเเล้วไม่ได้ผล
17.บริเวณที่เกิดสีดำ เพราะเนื้อตายจากเส้นเลือดอุดตัน เพราะการนวดอาจจะทำให้ก้อนเลือดในเลือดดำเคลื่อนไปอุดหลอดเลือดในปอดหรือสมอง
18.ภาวะเลือดออก
19.น้ำร้อนลวก ไฟไหม้พุพอง
20.ฝี เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

นิทานสอนใจ ทำไมผมถึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

นิทานสอนใจ ทำไมผมถึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

sailing-boat-569336_640
วันศุกร์เช่นเคย ผมจะทำเอานิทานสอนใจดีๆ ที่ได้อ่านเจอ มาถ่ายทอดต่อกันอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นำไปคิด และเป็นแรงใจในการทำงานนะครับ วันนี้ก็เช่นกัน เอานิทาน หรือเรื่องเล่า ซึ่งได้มาจากการแชร์กันต่อๆ มาใน Social Network มาให้อ่านกัน โดยที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วต้นฉบับ และคนที่เขียนคือใครสำหรับเรื่องนี้ ถ้าท่านใดทราบก็รบกวนแจ้งด้วยนะครับ จะได้ให้เครดิตกับคนเขียนครับ วันนี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคคลเหมือนกัน เป็นเรื่องที่พนักงานคนหนึ่งทำงานมานานกว่าอีกคน แต่เจ้านายกลับไม่เคยพิจารณาเลื่อนตำแหน่งอะไรให้เลย ลองอ่านดูนะครับ
ผมทำงานที่บริษัทฯ ใกล้จะครบสามปีแล้ว เพื่อนร่วมงานที่เข้ามาทีหลังผมต่างทยอยได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ผมกลับจมอยู่ที่เดิม ความรู้สึกภายในจิตใจยากที่จะรับได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมยอมเสี่ยงกับการถูกเลิกจ้าง ตัดสินใจขอพบเจ้านายเพื่อคุยถึงสาเหตุ
“เจ้านาย ผมเคยมาสาย กลับก่อนเวลา หรือ ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่”
เจ้านายตอบทันทีว่า “ไม่เคยและไม่มี”
“ถ้าเช่นนั้น เป็นเพราะบริษัทฯมีความลำเอียง อยุติธรรมกับผมหรือ”
เจ้านายอึ้งก่อน แล้วพูดว่า “ไม่มี ไม่ใช่แน่นอน”
“แล้วทำไม ผู้ที่อายุงานน้อยกว่าผม กลับได้รับความสำคัญ ความไว้วางใจในหน้าที่ปฏิบัติงาน แต่ผมกลับอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่สำคัญมาตลอด”
เจ้านายนิ่งเงียบ ไม่สามารถหาคำพูดมาตอบผมทันที จากนั้นยิ้มๆ แล้วพูดว่า
“ปัญหาของเธอเดี๋ยวเราค่อยคุยกันใหม่ เวลานี้ ผมมีเรื่องเร่งด่วนสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง ช่วยผมจัดการไปก่อน มีลูกค้าเจ้าหนึ่ง เตรียมตัวมาที่บริษัทฯ เพื่อตรวจสอบสินค้า”
เจ้านายให้ผมติดต่อพวกเขา สอบถามว่า จะมาถึงเมื่อไหร่ ผมคิดในใจว่า“นี่หรือ งานเร่งด่วนเร่งรีบที่สำคัญ”
ก่อนก้าวออกจากประตู ผมอดไม่ได้จะคิดเยาะเย้ย
ไม่ถึงสิบห้านาที ผมกลับเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านาย
“ติดต่อได้หรือยัง” เจ้านายถาม
“ติดต่อได้แล้ว พวกเขาบอกว่า อาจจะมาสัปดาห์หน้า”
“สัปดาห์หน้า วันเฉพาะเจาะจงคือวันไหน”
“ผมไม่ได้ถามรายละเอียด”
“พวกเขาจะมากันกี่คน”
“โอ้…ท่านไม่ได้ให้ผมถามเรื่องนี้น่ะ”
“งั้นพวกเขาจะมาทางรถไฟหรือเครื่องบิน”
“นี่ท่านก็ไม่ได้บอกให้ผมถามสักหน่อย”
เจ้านายไม่พูดอะไรอีก ท่านโทรศัพท์เรียกจูเจิ้นเข้ามา
จูเจิ้นเข้ามาบริษัทฯหลังผมหนึ่งปี ตอนนี้เป็นผู้ควบคุมรับผิดชอบแผนกหนึ่งไปแล้ว เขาได้รับคำสั่งเดียวกับผมที่ได้รับเมื่อสักครู่ เวลาผ่านไปครู่เดียว จูเจิ้นก็เดินกลับมา
“อ้อ…เป็นอย่างนี้” จูเจิ้นเริ่มรายงาน “พวกเขาจะมาโดยเครื่องบิน เที่ยวบ่ายสามโมง วันศุกร์ จะมาถึงประมาณหกโมงเย็น เดินทางมาทั้งหมดห้าคน นำคณะโดยฝ่ายจัดซื้อผู้จัดการหวัง”
“ผมบอกพวกเขาแล้วว่า ทางบริษัทฯเรา จะส่งคนไปรับ นอกเหนือจากนี้ พวกเขาวางแผนตรวจสอบสองวัน รายละเอียดเจาะจงเมื่อพวกเขามาถึงแล้ว ค่อยปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย”
“เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ผมขอเสนอจัดหาที่พักระดับอินเตอร์ที่อยู่ใกล้กับบริษัทฯให้แก่พวกเขา หากท่านเห็นด้วย พรุ่งนี้ผมก็จะจองห้องพักไว้ล่วงหน้า”
“นอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกเรื่อง กรมอุตุฯ รายงานว่า สัปดาห์หน้าฝนจะตก ผมจะคอยติดต่อสื่อสารพวกเขาตลอด หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ผมจะรายงานท่านทันที”
หลังจากจูเจิ้นออกไปจากห้องแล้ว เจ้านายแตะไหล่ผม แล้วพูดว่า “ตอนนี้ เรามาคุยถึงปัญหาของของเธอต่อ”
“ไม่ต้องแล้ว ผมรู้สาเหตุแล้วว่าเพราะเหตุใด รบกวนท่านมากแล้ว”
ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ไม่มีใครเกิดมาก็สามารถแบกรับภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มจากความเรียบง่าย เริ่มทำจากเรื่องเล็กๆที่เรียบง่าย วันนี้ เธอติดแผ่นฉลากให้เธอเองเช่นไร อาจกำหนดตัดสินว่า พรุ่งนี้เธอจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับมอบหมาย ภารกิจที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่
ระยะห่างของความสามารถ มีผลกระทบโดยตรงกับผลของชิ้นงาน ไม่ว่าองค์กรใดบริษัทฯใด ก็ต้องการบุคคลที่ทำงาน ที่มีความสามารถ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่ในตัวตัวเอง
พนักงานที่มีความโดดเด่น ยอดเยี่ยม ล้วนไม่ต้องให้ผู้อื่นมาบอกมากล่าวว่า
จะต้องทำอะไรถึงจะขยับตัวทำ แต่จะทำความเข้าใจด้วยตนเองว่า สมควรทำอะไร หลังจากนั้นทุ่มเทแรงกาย แรงใจ กระทำจนสำเร็จ
ท่องไว้ในใจนะ……นายสั่งให้ทำหนึ่ง…สอง…สาม….
สิ่งที่เราทำคือ..หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก…เจ็ดแปดเก้า เก็บไว้ในกระเป๋า….สิบสิบเอ็ดสิบสอง อยู่ในสมอง….ทันที พร้อมเอาออกมาใช้ในทุกสถานการณ์
อ่านจบแล้ว ท่านเป็นแบบใครในนิทานเรื่องนี้ครับ

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จะเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้เลย ถ้ายังขาดสิ่งเหล่านี้

จะเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้เลย ถ้ายังขาดสิ่งเหล่านี้

leadershipppp
หลังจากหยุดกันไป 5 วันเต็ม ก็กลับมาเหมือนเดิมแล้วครับ หวังว่าท่านผู้อ่านก็น่าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และพร้อมสู่การทำงานในวันนี้ ผมเองหยุดไป 5 วัน ก็มีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่หลายท่านที่อยู่ในวงการ HR รวมทั้งผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ก็มีการพูดคุยกันถึงประเด็นของผู้นำที่ดี ว่าจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีหลายองค์กรที่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ไปในทางที่ดีขึ้น แต่พยายามเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ผล ซึ่งก็มีการขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาหลายคน รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงจากหลายองค์กร ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะต้องเริ่มต้นที่หัว ถ้าหัวไม่ดี ก็ต้องเปลี่ยนหัว ถ้าหัวดีแล้ว ทุกอย่างก็จะดีเอง คำว่าหัวนี้ก็คือ ตัวผู้นำขององค์กรนั่นเองครับ
ในทางปฏิบัติ ผู้นำองค์กร และทีมงานของผู้นำนั้นมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างมากมาย หลายองค์กรที่ประสบปัญหามานาน พอได้ผู้นำที่ดี ปัญหาก็ถูกแก้ไขไปโดยไม่ยาก และยังสามารถที่จะต่อยอดทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าต่อไปได้
บางองค์กรเจริญอยู่ดีๆ พอเปลี่ยนตัวผู้นำ และทีม ก็กลายเป็นว่า องค์กรเริ่มดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะตัวผู้นำที่ไม่สามารถที่จะนำองค์กรไปได้เลย ที่สำคัญก็คือ เมื่อผู้นำไม่สามารถนำได้จริงๆ พนักงานเองก็รับรู้ได้อยู่แล้ว พอเป็นเช่นนี้พนักงานที่ตั้งใจทำงานก็เริ่มที่จะไม่อยากทำงาน คนเก่งๆ บางคนก็เริ่มลาออกจากองค์กรไป เพราะสาเหตุว่า ไม่เชื่อถือในตัวผู้นำขององค์กรนั่นเอง
แล้วผู้นำที่เรียกว่าเป็นผู้นำตัวจริง เขาจะต้องมีอะไรติดตัวมาบ้าง ที่จะทำให้คนอื่นเขายอมเป็นผู้ตามที่ดี ก็มีความคิดเห็นจากเหล่าบรรดาผู้อาวุโส และผู้บริหารระดับสูงที่ได้ให้ความเห็นไว้ดังนี้ครับ
  • ถ้ายังนำตัวเองไม่ได้ ก็ไม่สามารถนำคนอื่นได้ นี่เป็นสูตรสำเร็จอันที่สำคัญที่สุดที่ผู้นำที่เก่งๆ จะต้องจำให้ขึ้นใจ ก็คือ ถ้าเราเองยังนำตัวเราเองให้ ทำ หรือ ไม่ทำ อะไรบางอย่างไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะไปนำคนอื่นได้เลย เพราะคนอื่นเขาเห็นอยู่แล้ว ว่าผู้นำคนนี้เป็นอย่างไร คนที่นำตัวเองไม่ได้ ก็จะเป็นลักษณะพูดอย่างทำอย่าง หรือเก่งแต่พูด แต่พอให้ลงมือทำ กลับทำไม่ได้ ก็เพราะไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำตัวเองได้นั่นเองครับ
  • ถ้ายังฟังคนอื่นไม่เป็น ก็นำคนอื่นไม่ได้ ผู้นำที่ดี จะเป็นคนที่ฟัง และเป็นการฟังอย่างเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเขาคิดแบบนี้ ไม่ใช่แค่ได้ยินอย่างเดียว แต่ผู้นำองค์กรบางคนมีหูไว้สำหรับได้ยินอย่างเดียว แต่ไม่เคยฟังพนักงานเลยว่า ทำไมพนักงานถึงพูด หรือคิดแบบนั้น ก็เลยทำให้พนักงานไม่อยากที่จะทำงานด้วย เพราะตัวผู้นำไม่เคยที่จะเห็นหัวพนักงานเลย บางครั้งพนักงานพูด พูดยังไม่ทันจบดี ตัวผู้นำก็แทรกขึ้นมาทันที และพูดในสิ่งที่ตนเองอยากจะพูด ไม่ได้แสดงออกถึงการฟังอย่างแท้จริงเลยด้วยซ้ำไป แล้วแบบนี้จะไปนำคนอื่นได้อย่างไรครับ ส่วนผู้นำที่ดี เขาจะตั้งใจฟัง และจะฟังอย่างเข้าใจว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร และทำไมถึงพูดเช่นนั้น และจะไม่ดึงออกนอกเรื่อง แต่จะอยู่ในประเด็น พร้อมที่จะเข้าใจผู้ฟังเสมอ ด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้ได้ใจพนักงาน เพราะพนักงานรู้สึกว่าผู้นำเข้าใจเขาตลอดเวลาที่พูดนั่นเองครับ
  • ถ้าไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด ก็นำคนอื่นไม่ได้ ผู้นำที่ดี จะต้องกล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดไป และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม การที่ผู้นำจะกล้ายอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดนั้น ก็แสดงว่าผู้นำคนนั้นจะต้องพร้อมที่จะเปิดใจรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากพนักงานอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่พอรู้ว่ามีพนักงานมาตำหนิ ก็เริ่มตั้งกำแพงปิดตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่า ตนเองผิดเต็มประตู แต่ก็มักจะอ้างโน่น อ้างนี่ เพื่อจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ตนเองไม่ผิด แต่มีอย่างอื่นที่เข้ามา ก็เลยทำให้ตนต้องทำแบบนั้นหรือตัดสินใจแบบนั้นไป ในทางตรงกันข้าม ผู้นำที่ดี และได้ใจพนักงานก็คือ ผู้นำที่กล้าที่จะยอมรับผิดอย่างเปิดอก ว่าสิ่งที่ตนเองทำไปนั้นมันผิดพลาดจริงๆ และพยายามที่จะรับฟังความคิดเห็นที่ดีจากคนอื่น และปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไปในทางที่ดีขึ้น แบบนี้น่าจะได้ใจพนักงานมากกว่านะครับ
  • ถ้าไม่มีความมุ่งมั่น ก็นำคนอื่นไม่ได้ ผู้นำส่วนใหญ่ที่ผมเห็น จะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูงมาก มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ ทั้งส่วนตัว และทั้งงานในองค์กร และเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ก็จะยึดเป้าหมายนี้ไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นก็ทำทุกวันให้ไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้ เพราะผู้นำที่ดีจะมีความเชื่อว่า ตนเองสามารถทำได้ ไม่ว่างานนั้นจะยากแค่ไหน ก็มีทางที่จะไปสู่เป้าหมายได้ ผิดกับผู้นำที่ไม่สามารถนำคนอื่นได้เลย ก็เพราะไม่มีเป้าหมายอะไร เวลาพนักงานถาม ก็มักจะบอกว่าเป้าหมายมันก็เป็นแค่เพียงตัวบอกเราว่าจะไปถึงไหน แต่ไม่อยากให้ไปยึดติดกับมันให้มากนัก (ฮา) แล้วแบบนี้จะมีเป้าหมายไว้ทำไม คำถามก็คือ ผู้นำแบบนี้จะทำพาองค์กรไปสู่ทิศทางไหนกันแน่ แค่เป้าหมายยังไม่สามารถบอกได้เลย แถมยังไม่สนใจที่จะทำอะไรให้ไปสู่เป้าหมายนั้นด้วย มีแต่ทำงานแบบเดิมๆ ทำแบบที่ตนเองเคยชิน เคยชอบ อะไรที่ไม่ชินไม่ชอบ ก็ไม่ทำ เป้าหมายที่ยากและทำให้ตนเองต้องเหนื่อยก็จะไม่ทำ และพยายามจะหาข้ออ้างว่ามันไม่ดี ผู้นำแบบนี้จะไปนำใครได้ จริงมั้ยครับ
อ่านจบแล้วก็อย่าเพิ่งเหลือบไปมองผู้นำขององค์กรนะครับ ให้มองมาที่ตัวเองดีกว่าว่า เราเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่ เรามีคุณสมบัติอย่างที่ว่ามาหรือเปล่า ถ้ามีก็คงต้องปรับแก้ไขกัน ถ้าเราอยากที่จะเป็นผู้นำที่ดี ที่มีผู้ตามยินดีจะตามเราไปทุกที่

ผู้นำในอนาคตข้างหน้าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

ผู้นำในอนาคตข้างหน้าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

talent1234
มีหลายท่านเขียนเมล์มาถามผมว่า จริงๆ แล้วคนที่เป็นผู้นำในยุคนี้ และต่อเนื่องไปยังอนาคตข้างหน้านั้น ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ซึ่งในปัจจุบันนี้สิ่งต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารธุรกิจในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาย การตลาด การผลิต บัญชีการเงิน และแม้กระทั่งการบริหารทรัพยากรบุคคล ก็ถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอันก้าวกระโดดนี้เช่นกัน
ผู้บริหารขององค์กรจึงต้องมีทักษะที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทักษะในอดีตที่เราเรียนๆ กันมา หรือที่เราพยายามจะพัฒนาตนเอง อาจจะใช้ไม่ได้แล้วสำหรับโลกในอนาคตข้างหน้า ผู้บริหารจะต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และตลอดเวลา
เลยเอางานวิจัยของ DDI: The global Leadership Forecast มาเล่าให้อ่านกันใหม่อีกรอบครับ ว่า ผู้นำในอนาคตจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
  • Driving and Managing Change ทักษะในการผลักดันและการจัดการการเปลี่ยนแปลง อย่างที่เราทราบกันว่าในอนาคตข้างหน้าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้อง เร็วกว่านี้อย่างแน่นอน ดังนั้นผู้นำองค์กรจึงควรจะต้องมีทักษะในการผลักดันองค์กรให้มีการเปลี่ยน แปลงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งจะต้องมีทักษะในการจัดการและบริหารการเปลี่ยนแปลงด้วย เนื่องจากคนเราโดยทั่วไปมักจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ซึ่งถ้าองค์กร และคนในองค์กรไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็คงเดาได้ไม่ยากว่า อนาคตของบริษัทก็คงจะเลือนรางไปเรื่อยๆ
  • Identifying and developing future talent ผู้นำจะต้องมีทักษะในการเสาะหา และสร้างคนเก่งให้เกิดขึ้นให้ได้ในองค์กร เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรในอนาคต เนื่องจากองค์กรในอนาคตนั้นต้องประสบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และจะมีความยากมากขึ้นในการที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นองค์กรจะต้องมีการสร้างคนเก่ง และบริหารคนเก่งให้ได้ ตัวผู้นำและผู้บริหารทุกคนต้องมีทักษะในการเสาะหา และพัฒนาคนเก่งให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมขององค์กรในอนาคตที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขัน ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • Fostering creativity and innovation ผู้ นำและผู้บริหารองค์กรในอนาคตจะต้องมีทักษะในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เรียกว่าต้องคิดอะไรใหม่ๆ ในแง่มุมใหม่ๆ อยู่เสมอ คิดแบบเดิมๆ บริหารแบบเดิมๆ ก็คงจะอยู่กันยากขึ้น ดังนั้นผู้บริหารองค์กรจะต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังต้องสนับสนุน และส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
  • Coaching and developing others ทักษะ ถัดมาก็คือ ทักษะเรื่องของการสอนงานและการพัฒนาลูกน้อง จริงๆ ทักษะเรื่องนี้ ผู้นำและผู้บริหารยุคปัจจุบันก็ต้องมีเช่นกัน ยิ่งถ้าอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พนักงานที่ทำงานก็ต้องมีความพร้อมเสมอ ดังนั้นตัวหัวหน้าเอง ก็ต้องมีทักษะในการสอนงาน และพัฒนาพนักงานให้เกิดความพร้อมที่จะต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างดี
  • Executing organization strategy ทักษะ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้บริหารจะต้องมีความสามารถที่จะผลักดันกลยุทธ์ขององค์กรให้เกิดขึ้นในทาง ปฏิบัติให้ได้ ไม่ใช่แค่ขายฝัน ขายภาพในอนาคตอันสวยหรูอีกต่อไปแล้ว ผู้บริหารที่จะอยู่รอดในอนาคตได้ จะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการและผลักดันแผนกลยุทธ์ต่างๆ ที่ตั้งไว้ ให้เกิดขึ้นในความเป็นจริงให้ได้
นี่คือทักษะ 5 ประการที่ผู้บริหารในอนาคตจะต้องมี ถ้าเราอยากจะเป็นผู้บริหารที่เป็นที่ต้องการตัวขององค์กรต่างๆ ทักษะทั้ง 5 ประการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องรีบพัฒนาตนเองให้มีทักษะ เหล่านี้ให้ได้ เนื่องจากอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน มีแต่การเปลี่ยนแปลงมากมายที่จะเกิดขึ้น โดยที่เราก็ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ลองหันมาประเมินตนเองกันสักหน่อย ว่าเรามีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเป็นผู้นำในอนาคตบ้างแล้วหรือยัง

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

วิธีทำ น้ำกระชาย

วิธีทำ "น้ำกระชาย" ที่ถูกต้อง
กระชายเหลือง 1 ขีด* ล้างแล้วหั่นซอยเป็นแว่น เติมน้ำสะอาด 2 ถ้วย ปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำเปล่าจนได้ 1 ลิตร กรองเอากากออก (กากกระชายไม่ควรกิน ให้นำมาพอกหัวเข่า-ข้อเท้า ลดปวดลดบวมได้) เราก็จะได้หัวเชื้อน้ำกระชาย (ถ้ายังไม่ชงกิน สามารถใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นาน 1 เดือน)
วิธีดื่ม นำหัวเชื้อน้ำกระชายรินใส่ครึ่งแก้ว เติมน้ำเปล่าอีกครึ่งแก้ว ผสมน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือน้ำหวานสีเขียวสีแดง ปรุงรสตามชอบใจ (น้ำกระชายจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเติมความหวานเข้าทำไปให้เกิดการหมักแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหาร ไม่ควรดื่มเพียวๆ จะไม่ได้ผลนะจ๊ะ)
*ถ้าจะทำเยอะก็เพิ่มขึ้นตามส่วน
---------
สรรพคุณ : มีแคลเซียมสูง มีสังกะสีสูง มีวิตามินซี, บี 1, บี 3, บี 6 ช่วยบำรุงสมอง ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น ป้องกันหัวล้าน ป้องกันผมหงอกก่อนวัย ฟื้นฟูเส้นผมให้กลับมาดกดำเป็นหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ช่วยฟื้นฟูต่อมไร้ท่อต่างๆ เช่น ต่อมไทรอยด์, ต่อมใต้สมอง, ต่อมหมวกไต ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
ช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต สำหรับคนเป็นความดันสูง กินน้ำกระชายคุมไว้ความดันจะปกติ ส่วนคนที่เป็นความดันต่ำจะอันตรายกว่าเพราะอาจช็อกได้ง่าย น้ำกระชายก็จะปรับให้สมดุลพอดี
ช่วยบำรุงตับ, ไต ให้แข็งแรง / ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่แตกเปราะง่าย ป้องกันกระดูกพรุน / ดูแลระบบเพศ มดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก
ดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง / ช่วยขับน้ำคาวปลาสำหรับสตรีหลัง คลอดบุตร / ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) และฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ซึ่งมีอยู่ในร่างกายของทุกคน ผู้หญิงถ้ามีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปจะเป็นมะเร็งเต้านม แต่ถ้ามีน้อยเกินไปก็จะเป็นมะเร็งปากมดลูก
ส่วนผู้ชายถ้าดื่มน้ำกระชายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันต่อมลูกหมากโต ลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

แม่น แม่น

http://www.manyum.com/quiz_134.html