| ||
วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556
ชื่อลูกสาวคนแรก
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556
ฝึกอบรมแบบไหนดีกว่ากัน
เมษายน 12, 2013 โดย wachirapong

เรื่องของการฝึกอบรม ก็ยังคงเป็นแนวทางในการพัฒนาพนักงานที่ทุกองค์กรใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นวิธีการพัฒนาพนักงานที่ได้ความนิยมอย่างมาก เพราะเมื่อไหร่ที่คิดถึงเรื่องของการพัฒนาพนักงาน การฝึกอบรมก็จะต้องถูกคิดถึงก่อนเป็นเรื่องแรก และแนวโน้มของวิธีการฝึกอบรมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน เริ่มมีเทคนิคต่างๆ มีลูกเล่น มีกิจกรรมประกอบการฝึกอบรม เพื่อทำให้ผู้เข้าอบรม เกิดความเข้าใจ และไม่เบื่อ
แต่ระยะหลังๆ สิ่งที่ผมในฐานะที่เป็นวิทยากรคนหนึ่ง ที่มักจะได้รับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการฝึกอบรมติดต่อเข้ามาที่บริษัท สิ่งที่ผมได้ยินมาค่อนข้างมาก็คือ
“หลักสูตรที่ต้องการจัดทุกหลักสูตร ของอาจารย์ที่พูดได้ฮาๆ เลย เอาแบบขำกลิ้งได้ยิ่งดี” หรือ
“อาจารย์ที่สอนตลกมั้ย ถ้าไม่ตลกไม่เอานะ” หรือ
“เนื้อหาไม่เน้น เน้นฮา”
ฯลฯ
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านคิดอย่างไรกับคำพูดเหล่านี้ที่เป็นความต้องการของคนที่ต้องการจัดฝึกอบรม เพื่อสร้างความรู้และทักษะให้กับพนักงาน
จากประสบการณ์ที่ผมเองก็เคยเป็นผู้ถูกฝึกอบรม และถูกส่งไปเข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆ สิ่งที่เคยพบเจอมาก็มีดังนี้
- เข้าเรียนในหลักสูตรการเป็นหัวหน้างานที่ดี วิทยากรพูดได้สนุก ฮามากมาย มีเรื่องตลกมาเล่าให้ฟังอยู่ตลอดเวลา แต่พอเรียนจบ เราก็มานั่งทบทวนดูว่าเราได้อะไรกลับมาบ้าง เมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ไปเข้าเรียน ปรากฏว่า ไม่ได้อะไรกลับมาเลยครับ
- เข้าเรียนในหลักสูตรที่เข้มข้นมาก มีหลักการทางวิชาการมากมาย มีแบบทดสอบ มีแบบฝึกหัด มีกรณีศึกษาให้คิด เวลาเรียนไม่ค่อยสนุกหรอกครับ เพราะมีแต่เรื่องราวทางวิชาการต่างๆ แต่พอกลับมาทำงาน กลับรู้สึกว่า ได้อะไรมามากมายสำหรับการทำงาน และการต่อยอดการทำงานของตนเองให้ดีขึ้นได้อีกเยอะเลย
- เข้าเรียนในหลักสูตรที่มีเนื้อหาที่เข้มข้น และมีกรณีศึกษาที่ชัดเจน และวิทยากรก็สามารถบรรยายได้อย่างสนุกน่าฟัง ไม่ออกนอกเรื่อง ตัวอย่างที่ยก ก็สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียน พอกลับมา ก็ถือว่าได้ทั้งความรู้และความเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยกรณีศึกษา และตัวอย่างที่ผู้บรรยายยกมาให้ฟัง
ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะชอบแบบที่ 3 แต่วิทยากรและหลักสูตรในแบบที่ 3 นี่หายากมากครับ บางครั้งหาได้แต่ราคาที่เสนอมาก็สูงหน่อยซึ่งบริษัทอาจจะไม่มีงบประมาณมากพอ ก็เลยกลายเป็นว่าเลือกแบบที่ 1 ดีกว่า เพราะฮาดี ค่าตัววิทยากรก็ไม่แพงนัก แถมผู้เรียนยังประเมินให้กับฝ่ายฝึกอบรมว่าจัดอบรมหลักสูตรได้ตลกดีอีกด้วย พนักงานส่วนใหญ่ก็ชอบ
แต่ความรู้ล่ะครับ เป้าหมายของการฝึกอบรมก็คือการเพิ่มทักษะและความรู้ให้กับพนักงาน แต่การอบรมแบบที่ 1 นั้น บริษัทเสียเงิน แล้วถามว่าได้อะไรกลับมาบ้าง เรื่องนี้จะต้องพิจารณาให้ดีนะครับ เนื่องจากในระยะนี้ และในอนาคตข้างหน้า เรื่องของการบริหารต้นทุน และการบริหารเงินลงทุนต่างๆ นั้น จะต้องมีผลตอบแทนมากขึ้น จะต้องคุ้มค่ามากขึ้น และตอบวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้มากขึ้นด้วย
ผมคิดว่าการที่เราจะเลือกแนวทางในการฝึกอบรมว่า จะเป็นแนวไหนดี วิชาการ ตลกไปเลย หรืออย่างไรดีนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับตัวหลักสูตรที่เราต้องการจะจัดด้วย บางหลักสูตรมันตลกไม่ได้จริงๆ แต่สามารถที่จะหากรณีศึกษามาเล่าให้เข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจน บางหลักสูตรอาจจะตลกได้
สิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนก็คือ หลักสูตรที่จะอบรมนั้น อบรมไปแล้วจะได้อะไร แล้วก็คงต้องวัดผลกันจริงๆ จังๆ ว่าได้ตามที่วัตถุประสงค์กำหนดไว้หรือเปล่า
แล้วท่านผู้อ่านละครับ คิดว่าจะอบรมกันแนวไหนดีกว่ากันครับ
5 วิธีง่ายๆ ที่ทำให้คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี
เมษายน 19, 2013 โดย wachirapog
![]() |
| จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ 15ปีเต็ม |

โลกปัจจุบันที่เราอยู่นั้น มีแต่ความวุ่นวาย เราต้องแข่งขันทั้งในชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงาน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความเครียดขึ้น และความเครียดนี้เอง ที่ส่งผลต่อทั้งความคิด สมอง ร่างกาย และจิตใจของเราในทุกด้าน ส่วนใหญ่เป็นผลในแง่ลบทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เราสามารถมองโลกในแง่ดี คิดดี ในสภาวะที่มีแต่ความวุ่นวายแบบนี้ จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต
วันนี้จะเอาเคล็ดลับ 5 วิธีที่จะทำให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดดี เพื่อที่จะทำให้ความเครียดในชีวิตของเราลดลงไปบ้าง ลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง
- ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องของความเจ็บปวดของชีวิตก็ตาม ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ให้นึกถึงว่าเราได้ของขวัญที่ดีของชีวิตทุกวันที่ทำให้เรายังตื่นขึ้นมาได้ ให้รู้สึกถึงความสดชื่นของชีวิต แต่เอาเข้าจริงๆ ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า โอว จะคิดอะไรได้อย่างไร วันนี้มีงานเข้ามากมาย นายก็ตามงาน ฯลฯ วิธีที่ช่วยได้ ก็คือ ให้คิดถึงคนที่กำลังเดินหางานอยู่สิครับ และคนที่พยายามที่จะได้งานที่คุณกำลังทำอยู่ก็ได้ หรือบางคนอาจจะคิดว่า ไม่อยากตื่นขึ้นมาเจอใครบางคนที่เมื่อคืนเพิ่งจะทะเลาะกันไปเลย แบบนี้จะให้ขอบคุณได้อย่างไร วิธีคิดเชิงบวก ก็คือ ลองนึกถึงเพื่อนที่ยังไม่มีแฟน และพยายามทุกทางที่จะหาแฟนสิครับ นี่คือสิ่งที่มีค่าที่เราได้มาอยู่ในมือแล้ว ดังนั้นจงขอบคุณในสิ่งที่เรามี เราเป็น รวมถึงความผิดหวังต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นจนทุกวันนี้
- สร้างอารมณ์ขันให้กับชีวิต พยายามมองทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตของเราให้เป็นเรื่องสนุก และยิ้มให้กับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น มองมุมที่ดีของเรื่องนั้นๆ เนื่องจากอารมณ์ขันนั้น มีข้อพิสูจน์มาแล้วว่าช่วยทำให้คนป่วยโรคร้ายแรงต่างๆ หาย หรือดีขึ้นมาก ดังนั้นเรายังไม่ป่วย ก็ยิ่งจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ตั้งสติให้ดี เวลาที่พบเจอกับสิ่งที่ดี หรือไม่ดีก็ตาม ให้ยิ้มให้กับมัน และสร้างอารมณ์ขันให้เกิดขึ้นกับชีวิตให้ได้มากที่สุด
- ทำให้มากกว่าพูด เพราะการที่เราลงมือทำงานอะไรก็ตาม จะทำให้เราพูดน้อยลง คิดมากขึ้น การที่เราพูดน้อยลงนั้นก็จะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นน้อยลงด้วยเช่นกัน และการที่เราวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นน้อยลง ก็แปลว่า เรามองโลกแง่ร้ายน้อยลงเช่นกัน เพราะโดยทั่วไปธรรมชาติของคนเรานั้น ชอบพูดมากกว่าทำ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เราเปิดปากพูด บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะคิด และมองคนอื่น หรือสิ่งต่างๆ รอบตัวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเมื่อไหร่ที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อนั้นก็จะมีแต่เรื่องในแง่ลบ ซึ่งจะทำให้เรามองโลกในเชิงลบไปด้วย
- จงสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม การที่เราคาดหวังสิ่งต่างๆ ว่าจะต้องเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราลงมือทำนั้น จะทำให้เราเกิดความเครียดมากขึ้น ก็กลายเป็นว่าเราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าจะเกิดผลที่ดีกับเรา และไม่ทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะไม่เกิดผลที่ดีกับเรา แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราชอบก็ตาม เหมือนกับ Mark Twain ที่กล่าวว่า “จากนี้ต่อไปอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่เราทำลงไปในวันนี้” ดังนั้นถ้าคิดว่าทำแล้วมีความสุข และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็จงลงมือทำ โดยไม่ต้องไปคาดหวังผลลัพธ์อะไรเลย ชีวิตเรานั้นสั้นมากครับ ดังนั้นจงหาความสุขไปกับสิ่งที่เราทำจะดีกว่า ไปเครียดกับความคาดหวังที่อยากให้เป็น หรือไม่อยากให้เป็น
- จงช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข การที่จะทำให้เราเป็นคนคิดบวก ทำบวก นั้น อีกเรื่องง่ายๆ ที่ช่วยเราได้ก็คือ การได้ช่วยคนอื่นให้มีชีวิตที่ดีขึ้น หรือมีความสุขมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือ ในองค์กรที่เราทำงานด้วยก็ตาม เราสามารถช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ได้ และเมื่อไหร่ที่เราได้ช่วยคนอื่นให้ดีขึ้น ด้วยความเต็มใจและจริงใจแล้ว เราจะรู้สึกถึงความคิดเชิงบวก และรู้สึกถึงความสุขที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้นเช่นกันครับ และการช่วยทำให้คนอื่นมีความสุขนั้น จริงๆ ก็ไม่ต้องเสียเงินทองอะไรมากมาย บางครั้งแค่เพียงให้เวลารับฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดอย่างเข้าใจ แค่นี้เขาก็รู้สึกแล้วว่า เรากำลังช่วยเหลือเขา ซึ่งจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นด้วย
บางท่านอ่านจบแล้ว คิดว่า “พูดง่าย แต่ทำยากนะ” แค่คิดแบบนี้ก็เท่ากับว่าเรามีทัศนคติเชิงลบแล้วครับ ดังนั้นจงคิดบวก และลงมือทำ ตั้งสติให้ดี แล้วค่อยๆ ทำไปทีละข้อ ย้ำนะครับ สติคือสิ่งที่สำคัญมากในการที่จะทำให้เราปรับทัศนคติเชิงลบ เป็นเชิงบวก
แล้วชีวิตของเราก็จะมีความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ
พฤติกรรมที่ไม่ควรทำในการทำงาน
เมษายน 10, 2013 โดย wachirapong

ในยุคที่มีความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดแบบนี้ ทำให้พฤติกรรมการทำงานของหลายๆ คนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบางครั้งก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยเอื้อกับการทำงานที่ดี แต่เราก็มักจะเห็นพฤติกรรมเหล่านี้อยู่เสมอ บางคนอาจจะเห็นจนชินตาไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการทำงานของเรา ลองมาดูกันนะครับว่า พฤติกรรมที่ว่า มีอะไรบ้าง
- หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดๆ ขณะที่กำลังประชุม หรือคุยกับคนอื่นอยู่ ปัจจุบันนี้พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นเยอะมาก เราจะเห็นจนชินตา ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการประชุมที่บางครั้งพนักงานก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วก็กดอย่างเมามัน โดยไม่สนใจเรื่องที่กำลังประชุมอยู่ หรือในระหว่างที่กำลังคุยงาน หรือสอนงาน พอโทรศัพท์ส่งสัญญาณออกมา ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบขึ้นมาอ่าน และพิมพ์ตอบกลับไป โดยไม่สนใจว่ากำลังทำอะไรอยู่กับใคร ผลของพฤติกรรมนี้ก็คือ ทำให้คนที่นำประชุม หรือคนที่กำลังคุยด้วยรู้สึกถึงการไม่ให้เกียรติ และไม่ใส่ใจในสิ่งที่กำลังทำ อีกทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานอีกด้วย
- ทำงานอย่างอื่นไปด้วยขณะที่กำลังประชุม เวลามีการประชุมในยุคนี้ พนักงานจะนำโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ติดตัวเข้าห้องประชุมด้วย พอมีเครื่องมือนี้อยู่ข้างหน้า ก็จะเริ่มไม่ฟัง และจะทำงานอย่างอื่น หรือไม่ก็นั่งดูอะไรไปตามเรื่องตามราว ซึ่งทำให้การประชุมขาดประสิทธิภาพ นอกจากการประชุมแล้ว ในการฝึกอบรมภายในองค์กรเอง ก็คล้ายๆ กัน พนักงานมักจะหิ้วคอมพิวเตอร์เข้ามานั่งอบรม แล้วก็กดๆ พิมพ์ๆ คลิ้กๆ ผลก็คือ การทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ก็คงไม่ได้ผลอะไรที่ดีเลย
- ตามงานลูกน้องตลอดเวลา เนื่องจากเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ดีในยุคนี้ ทำให้คนเราออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่แค่เพียงโทรศัพท์บ้านเพียงอย่างเดียว ก็เลยทำให้เกิดการติดต่อกันตลอดเวลา โดยเฉพาะหัวหน้างานบางคนที่ใช้เทคโนโลยีแบบนี้ในการติดตามงาน สั่งงาน ลูกน้อง บางคนตามงานลูกน้องเวลาตีสองตีสาม แบบว่าคิดอะไรได้ก็กดๆ ไป ไม่โทรตาม ก็ Line บ้าง หรือ whatsapp บ้าง ซึ่งทำให้พนักงานรู้สึกว่า เวลาส่วนตัวไม่เป็นส่วนตัว ต้องคอยระแวงว่านายจะตามงานมาเมื่อไหร่
- ระบายความอึดอัดเกี่ยวกับงานลงบน Facebook ปัจจุบันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook ถ้าใช้ในทางที่เหมาะสมก็ดี แต่ก็มีหลายคนที่อาจจะใช้ในทางที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวคนใช้งานเองได้อย่างแก้ไขได้ยากมาก พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ มีอะไรชอบ ไม่ชอบ คนรุ่นใหม่ก็มักจะต้องระบายใส่ในนี้ตลอดเวลา ไม่ชอบใจอะไร ก็จะใส่เข้าไป ชอบใจอะไรก็จะระบายลงไป ถ้าเรื่องที่ระบายเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ก็โอเคนะครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องของบริษัท ของงาน หรือของหัวหน้าตนเอง ที่เราไม่ชอบใจ แล้วเราก็ระบายใส่ลงไปนั้น ผลที่ตามมามันร้ายแรงเกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้ เพราะถ้าบริษัทมาเห็นเข้า ก็เข้าข่ายผิดระเบียบเช่นกัน หลายบริษัทก็เริ่มมีการกำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอย่างเคร่งครัดเช่นกัน นอกจากนี้ เวลาบริษัทสรรหาพนักงาน บางบริษัทก็เข้าไปดูใน Facebook ของผู้สมัคร เพื่อดูพฤติกรรมว่าเป็นอย่างไร ถ้าเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ด่าว่า ประชดประชัน บริษัทตัวเอง หรือนายตัวเอง ใครจะรับเข้าทำงานล่ะครับ
- เอากล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปไปทั่ว อีกพฤติกรรมที่เป็นที่นิยมก็คือการถ่ายรูปจากโทรศัพท์มือถือ เวลาที่เจออะไรประทับใจ หรือไม่ประทับใจ ก็จะถ่ายรูปไว้ แล้วก็พร้อมที่จะลงให้คนอื่นได้เห็นตลอดเวลา บางครั้งมัวแต่ถ่ายรูป แล้วโพสขึ้น Social Network จนไม่ต้องทำงานอะไรกันเลยก็มี คนที่ถูกถ่ายเองก็อาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งก็อาจจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลกันได้เลย ถ้าเป็นต่างประเทศ การถ่ายรูปคนอื่นนั้น เขาฟ้องเราได้เลยนะครับ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลครับ เราอาจจะติดคุกได้
สิ่งเหล่านี้เราถือเป็นมารยาทในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นด้วยครับ ซึ่งปัจจุบันขาดการอบรมสั่งสอนกันอย่างมากเลยครับ ทำให้เวลาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานก็จะมีพฤติกรรมที่คนรุ่นเดิมมองว่าไม่เหมาะสม ไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ฯลฯ และเป็นปัญหาความขัดแย้งในการทำงานตามมาอีกมากมาย
วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556
เคล็ดลับน่ารู้ภายในบ้าน
|
|
นรอยขนแมวใช้ใบขนุนที่แก่จัดขัดเพื่อให้รอยหาย แต่จะเกิดรอยที่เล็กกว่าขึ้นเต็มหน้าปัด ใช้ยาสีฟันบีบใส่ผ้านุ่ม ๆ ขัดถูอีกครั้ง หน้าปัดจะใสเหมือนใหม่ แต่ต้องระวังอย่าให้ถูกขอบเรือนนาฬิกา - ปรับเสาทีวีด้วยตัวเอง ทีวีส่วนใหญ่บางครั้งบางช่องจะไม่ค่อยชัด ลองดูวิธีง่าย ๆ ด้วยการหากระดาษตะกั่ว หรือ กระดาษฟลอยที่ห่อปลาเผามาพันรอบ ๆ สายอากาศด้านหลังทีวีหลาย ๆ รอบ จากนั้นค่อย ๆ รูดขึ้นจากโคนสายไปเรื่อย ๆ สังเกตภาพในจอไปด้วย เมื่อภาพชัดก็ให้บีบกระดาษตะกั่วให้อยู่ที่ ทั้งนี้การปรับจะขึ้นหรือลงไม่เกินหนึ่งเมตร - ขจัดหินปูนในกาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกาน้ำหรือหม้อสำหรับต้มน้ำ เมื่อใช้ต้มน้ำนานเข้าหินปูนจะตกตะกอนติดอยู่ที่ก้นกา ถ้าต้องการกำจัดให้ใช้น้ำส้มสายชูเทแล้วแช่ไว้สักหนึ่งคืน จากนั้นเอาแปรงพลาสติกขัดเบาๆ หินปูนก็จะออกอย่างง่ายดาย |
วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556
ทักษะสำคัญของผู้นำที่เอาชนะได้ทุกอย่าง
ทักษะสำคัญของผู้นำที่เอาชนะได้ทุกอย่าง
มีนาคม 14, 2013

ผู้นำขององค์กรจำเป็นต้องรู้ลึกทางด้านเทคนิคหรือไม่ ผู้นำขององค์กรจำเป็นต้องเคยทำงานหลักขององค์กรนั้นๆ มาก่อนหรือไม่ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานมาก บางคนมีความเห็นว่า จะนำคนอื่นในองค์กรได้ ก็ต้องรู้ว่างานในองค์กรเขาทำกันอย่างไร บางคนก็บอกว่า ไม่จำเป็นเลย การเป็นผู้นำที่ดีนั้น ก็คือสามารถบริหารความสามารถของคนอื่นให้สร้างผลงานได้ โดยที่ตัวผู้นำไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านเทคนิคในเรื่องนั้นๆ เลย ท่านผู้อ่านล่ะครับคิดอย่างไร
ผมเองเชื่ออย่างหลังมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะเห็นผู้นำองค์กรหลายแห่งที่ไม่ได้โตมาทางสายงานนั้นเลย แต่สามารถบริหารองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ เช่น CEO ของบริษัทก่อสร้างบางแห่ง จบมาทางสายการเงิน แต่ก็สามารถบริหารธุรกิจก่อสร้างจนใหญ่โตได้ ผู้นำเหล่านี้เขาใช้ทักษะอะไรในการบริหารจัดการกันบ้าง
Peter Gasca ซึ่งเป็นผู้บริหารของ WildCreations ซึ่งผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ได้ให้ความคิดเห็นว่า ทักษะของผู้นำนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องเทคนิคอย่างลึกซึ้ง แต่จำเป็นที่จะต้องนำคนอื่นได้ โดยอาศัยหลัก 3 E คือ
- Engaging ซึ่งก็คือ การทำให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างผลงานให้กับองค์กร ตัวผู้นำเอาอาจจะไม่รู้เรื่องของเครื่องจักร เทคนิคในการผลิต หรือ การประกอบสินค้า ฯลฯ แต่ผู้นำจะต้องรู้ว่า ผู้บริหารของตนนั้นมีจุดแข็งในเรื่องอะไรกันบ้าง และพยายามให้ผู้บริหารเหล่านี้ ได้ใช้จุดแข็งของตนเองในการสร้างผลงาน โดยตัวผู้นำจะต้องมีความชัดเจนในเป้าหมายขององค์กร และดึงเอาความสามารถของผู้บริหารแค่ละคนเข้ามาใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรให้ได้ โดยสร้างแรงจูงใจให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในการเติบโตขององค์กร
- Encouraging คือ การส่งเสริม สนับสนุน และการทำให้พนักงานรู้สึกได้รับความสำคัญ ผู้นำจะต้องทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจในการสร้างผลงาน โดยการให้ความสำคัญต่อพนักงานในแง่ความรู้ความสามารถ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทักษะและความสามารถอย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อที่จะให้พนักงานดึงเอาความรู้ความสามารถออกมาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ให้กำลังใจ สื่อสาร ให้การชื่นชมในผลงานที่ดี รวมทั้งถ้าใครทำงานได้ไม่ดี ก็ต้องพัฒนาและทำให้พนักงานเก่งขึ้น เพื่อทำงานได้ดีขึ้น
- Enforcing ก็คือ การบริหารงานให้ได้ตามแผนงาน การควบคุมเรื่องของการทำงาน การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการจริงจังกับผลงานที่ต้องการ เรียกกว่าสองข้อแรก ก็คือการสร้างพลังทางใจ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ส่วนข้อนี้ก็คือ การเน้นในเรื่องของตัวงาน เรียกว่ามีการคอยติดตามความคืบหน้าของงานอย่างสม่ำเสมอ ใครตกลงไว้ว่าจะส่งงานอะไรวันไหน ก็จะต้องจริงจัง ไม่มีการผ่อนผันใดๆ เพราะนี่คือผลงานขององค์กร
ทำให้พนักงานรู้สึกถึงตัวเองมีความสำคัญต่อตัวผู้นำ และต่อองค์กร ให้เขารู้สึกมีส่วนร่วมต่อผลงานขององค์กรจากนั้นก็ให้การสนับสนุน ส่งเสริม ทั้งด้านกำลังใจ และด้านทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้งานออกมาราบรื่น สุดท้ายก็คือ การติดตามและควบคุมงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างจริงจัง
วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
จะทำอย่างไรดี เขาให้ 10,000 บาท Turn เครื่อง Note1
http://www.thaiandroidphone.com/thread-40090-1-1.html
2013-1-15 06:13:54 อัปโหลด
ดาวน์โหลด (73.59 KB)วันนี้จะมีการเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการสำหรับ Samsung Galaxy Grand ในประเทศไทย หลายๆคนอาจจะยังสับสนว่า Galaxy Grand แตกต่างจาก Galaxy Note รุ่นแรกยังไงบ้าง เดี่ยววันนี้จะมีข้อมูลมาเปรียบเทียบให้อ่านกัน การทำตลาดของ Galaxy Grand เข้ามาเจาะคนที่ต้องการแอนดรอยหน้าจอ 5 นิ้ว ด้วยงบที่ไม่มากนอกจากจะมาพร้อมแอนดรอยเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดแล้ว ยังขนลูกเล่นและการใช้งานแบบ Dual Sims มาในเครื่องอีกด้วย Galaxy Grand ไม่ได้ทำตลาดไลน์เดียวกับ Galaxy Note เพียงแค่การออกแบบใกล้เคียงกันเท่านั้น และ Galaxy Grand ก้ไม่มี S-Pen เข้ามาช่วยการใช้งานอีกด้วย และสุดท้ายราคาก้ดูเหมือนจะแตกต่างกันพอสมควร (Galaxy Grand วางขายในราคา 13900 บาท) แต่ถ้าใครอยากเห็นความแตกต่างของ Grand และ Note 1 ก้ตามตารางด้านล่าง ความแตกต่างของซีพียู
ดูเหมือนถ้ายังใช้ Spec ตอนประกาศเปิดตัวที่เมืองนอก Note ตัวแรกจะมี Cpu ที่เร็วกว่าอยู่เล็กน้อย ระบบแอนดรอย
เพราะเป็นรุ่นใหม่ที่จะวางตลาด ดังนั้น Galaxy Grand จะมาพร้อมแอนดรอยเวอร์ชั่น 4.1.2 Jelly Bean ขนาดของตัวเครื่อง
ดูเหมือน Galaxy Grand จะมาพร้อมขนาดตัวเครื่องที่เล็กลงและบางลงกว่า note รุ่นแรกแน่นอน น้ำหนักของตัวเครื่อง
นอกจากตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักของ Galaxy Grand ก้ยังเบากว่า Note 1 ขนาดและความละเอียดของหน้าจอ
หน้าจอของ Galaxy Grand เล็กลง ความละเอียดของหน้าจอก้น้อยกว่า Note ตัวแรก (หน้าจอ Drop ลง พวกเราคาดหวังราคาที่น่าจะไม่แพง) ชนิดของหน้าจอ
ดูเหมือนจะเป็นรุ่นประหยัดแน่นอนแล้ว เพราะหน้าจอไม่ได้ใช้รุ่นเดียวกับ Note ตัวแรกเลยด้วยซ้ำ หน่วยความจำในเครื่อง
ทั้งสองรุ่นมาพร้อม RAM 1 GB เท่ากัน แต่ Galaxy Grand มาพร้อมหน่วยความจำเพียง 8 GB แต่ก้ยังใส่ Micro SD ได้สูงสุด 64 GB เหมือนๆกัน จุดขายเรื่องกล้อง
ดูเหมือนกล้องจะยังคง Spec ไว้เช่นเดิม ทั้งความละเอียดของกล้องหลังและกล้องหน้า การใช้งานของซิม
จุดเด่นอีกข้อเลย หน้าจอที่ใหญ่สำหรับการใช้งานที่สะดวกขึ้นแล้ว ยังสามารถใช้งาน 2 ซิมได้พร้อมๆกันอีกด้วย (รับอีกสาย อีกสายก้จะถูกพักสายไปในตัว) แบตเตอรี่
Galaxy Grand แบตจะให้มาแค่ 2100 mAh แน่นอนว่าซีพียูที่เล็กลง หน้าจอที่เปลี่ยนไป เรื่องระยะเวลาในการใช้งานคงจะแตกต่างกันไม่มากนัก |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


