วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

คิดอย่างไรกับการคัดเลือกคนเลื่อนตำแหน่ง

เกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งควรมีอะไรบ้าง

พอพูดถึงเรื่องของการเลื่อนตำแหน่ง องค์กรทั่วๆไปในบ้านเรายังไม่ค่อยมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ส่วนใหญ่มักจะใช้เกณฑ์เดียวที่เหมือนกันเกือบทุกที่ก็คือ เรื่องของจำนวนปีที่ทำงานในองค์กร บางแห่งไม่เคยดูผลงานเลยก็มีนะครับ เอาแค่เพียงว่า ทำงานครบ 5 ปีก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้ ลองมาดูกันว่า การเลื่อนตำแหน่งนั้นเราควรจะพิจารณาอะไรกันบ้าง
ก่อนอื่นก็คงต้องมานิยามกันให้ชัดเจนก่อนว่า คำว่า “เลื่อนตำแหน่ง” นั้น หมายถึงอะไร
คำนี้ความหมายโดยหลักการแล้วก็คือ การที่พนักงานคนหนึ่ง ได้รับตำแหน่งงานที่สูงขึ้น หรือ ระดับงานที่สูงขึ้น เนื่องจากแสดงศักยภาพในการรับผิดชอบงานที่มากขึ้น ยากขึ้น และมีขอบเขตงานที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การเลื่อนตำแหน่งแล้วนั้น งานจะต้องไม่เหมือนเดิมครับ แล้วเราจะมีเกณฑ์อะไรบอกเราได้บ้างว่า พนักงานคนไหนควรจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่อย่างไร
  • อายุงาน เกณฑ์แรกที่หัวหน้างาน หรือผู้จัดการชอบใช้มาอ้างก็คือ อายุงานครับ เป็นเกณฑ์ตัวแรกเลยที่มักจะได้ยินจากปากของผู้จัดการ ก็คือ “พนักงานคนนี้ทำงานกับเรามา 5 ปีกว่า แล้ว เราน่าจะเลื่อนตำแหน่งให้เขาได้แล้ว” เป็นต้น เกณฑ์ด้านอายุงานนั้น เป็นเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งที่ไม่สอดคล้องกับนิยามของการเลื่อนตำแหน่งข้างต้นเลยครับ เพราะองค์กรที่ใช้เรื่องของอายุงานเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งนั้น พนักงานมักจะยังคงทำงานเหมือนเดิม ไม่ว่าจะถูกเลื่อนไปเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม ผมเคยเห็นบางองค์กร ตำแหน่งผู้จัดการเต็มบริษัทเลยครับ เพราะถูกเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุงานที่ทำงานกับบริษัท
  • ผลงานที่ผ่านมา เกณฑ์ที่สองนี้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เรามักจะใช้อ้างอิงในการเลื่อนตำแหน่ง เพราะผลงานพนักงานออกมาดีมาก สามารถสร้างผลงานที่ดีให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง เราก็เอาเกณฑ์นี้มาพิจารณาว่า น่าจะเลื่อนตำแหน่งให้กับพนักงานเสียที เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนให้กับพนักงานที่ทำงานดีมาโดยตลอด ซึ่งเกณฑ์เรื่องผลงานนี้ ถือว่าเอามาใช้อ้างอิงได้ครับ และเป็นเกณฑ์ที่มีเหตุผลยอมรับกันได้ในองค์กร
  • ศักยภาพในการทำงาน อีกเกณฑ์หนึ่งที่ควรจะเอามาใช้ แต่ในทางปฏิบัติไม่ค่อยเห็นใครเอามาใช้สักเท่าไหร่ก็คือ เรื่องของศักยภาพในการทำงานของพนักงาน ที่จะต้องรับผิดชอบงานที่สูงขึ้นนั่นเองครับ เพราะคนที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งนั้นจะต้องมีความพร้อมที่จะรับเอาความรับผิดชอบที่หนักขึ้น ยากขึ้น และมากขึ้นไปด้วย เพราะถ้าพนักงานไม่มีความพร้อมเพียงพอ ก็อาจจะเป็นการทำร้ายพนักงานในทางอ้อมก็ได้นะครับ ทำงานในตำแหน่งพนักงานประสบความสำเร็จอย่างดี แต่พอเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปปุ๊ป ผลงานตกทันที แบบนี้เราเรียกว่าพนักงานยังขาดศักยภาพครับ
ถ้าจะทำเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งให้ชัดเจน ผมคิดว่า เราต้องใช้ทั้ง 3 ปัจจัยข้างต้นมาผูกเข้าด้วยกัน ก็คือ เอาผลงานพนักงานมาผูกกับอายุงาน ใครที่ผลงาน A มาตลอด อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีที่เข้าข่ายน่าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ใครที่ผลงานออกมากลางๆ ก็ใช้จำนวนปีมากหน่อย และนอกจากระดับผลงานและจำนวนปีแล้ว สิ่งที่ควรจะพิจารณาประกอบด้วยก็คือ ศักยภาพของคนๆ นั้นว่าพร้อมที่จะรับงานที่ยากขึ้นหรือไม่ เคยแสดงความสามารถอะไรออกมาให้เห็นว่า เขาพร้อมที่จะรับงานที่ยากขึ้นได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมบางอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หลายๆ ที่ก็เอาไปผูกกับระบบ Competency นั่นเองครับ
ถ้าทั้ง 3 ปัจจัยพร้อมสรรพแล้ว แสดงว่า พนักงานคนนั้นพร้อมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว ทั้งนี้จะได้ไม่เป็นการทำร้ายพนักงาน และองค์กรเองก็จะได้ผลงานที่มีมูลค่าเพิ่มจากพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีกด้วย
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีหลายองค์กรเอามาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการเลื่อนตำแหน่ง ปัจจัยนั้นก็คือ การสอบ ผมเองไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ กับเรื่องของการสอบเพื่อเลื่อนระดับ หรือเลื่อนตำแหน่ง เพราะการสอบไม่ได้บอกผลงานที่ผ่านมา การสอบไม่ได้บอกถึงศักยภาพพนักงาน การสอบบอกได้แค่เพียงว่าพนักงานมีความรู้หรือไม่ บางคนแค่ท่องจำมาสอบก็ผ่านแล้ว
ถ้าจะใช้การสอบ ก็ต้องใช้ประกอบกับเกณฑ์ทั้ง 3 เกณฑ์ข้างต้นด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น อาจจะต้องมีการออกแบบข้อสอบให้สะท้อนถึงความคิด และวิธีการแก้ไขปัญหาให้มากขึ้น เพื่อให้พนักงานแสดงให้ได้ในคำตอบ
เคยเจอมั้ยครับว่า พนักงานสอบผ่าน ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่ทำงานไม่เป็นเลย ถ้าเป็นแบบนี้แปลว่าเราไม่ได้รับประโยชน์จากการเลื่อนตำแหน่งเลยครับ พนักงานเองก็คงไม่ค่อยรู้สึกภาคภูมิใจเท่าไหร่กับการเลื่อนตำแหน่งแบบนี้ (หรือเปล่า)

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

‘คำคมเพื่อสร้างกำลังใจ’

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘คำคมเพื่อสร้างกำลังใจ’

 

เวลา กับ เงิน สิ่งไหนมีคุณค่ามากกว่ากัน
เราให้คุณค่ากับเวลา หรือ เงิน
“People who use “suffering” to work will receive only “suffering” as a gift of work.
People who use “happiness” to work will receive “happiness” as a gift of work.”
–Joe Rester–
“ใครทีทำงานด้วยความทุกข์ทรมาน ก็จะได้รับความทุกข์ทรมานเป็นของขวัญในการทำงาน
ใครที่ทำงานด้วยความสุข ก็จะได้รับความสุขเป็นของขวัญจากการทำงานเช่นกัน”
–โจ เรสเตอร์–
“ผม บอกพนักงานอยู่เสมอ ว่าในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ
เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว”
ธนินท์ เจียรวนนท์
” ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ เกิดจากกล้าไม้ต้นเล็กๆ
หอสูงเสียดเมฆา ฐานรากเตี้ยติดดิน
การเดินทางหลายพันลี้ เริ่มจากการก้าวเท้าก้าวแรก “
นรินาม
สดใส และมีพลังในการเริ่มต้นทำงานในส​ัปดาห์นี้นะครับ
“No one is in control of your happiness but you; therefore, you have the power to change anything about yourself or your life that you want to change.”
- Barbara de Angelis
ดังนั้นจะสุขหรือทุกข์ จะดี หรือไม่ดี ก็อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้นครับ
เริ่มต้นวันจันทร์ด้วยจิตใจที่เป็นสุข และมีความสุขในการทำงานนะครับ

การเลื่อนตำแหน่ง ทำไมถึงมีปัญหากันน้อ

การเลื่อนตำแหน่ง ทำไมถึงมีปัญหากันจัง


ช่วงต้นปีแบบนี้ นอกจากเรื่องของการขึ้นเงินเดือนประจำปีแล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องที่หลายองค์กรดำเนินการไปพร้อมกันเลยก็คือ เรื่องของการเลื่อนตำแหน่ง แต่ผู้จัดการในบ้านเรายังมีความเข้าใจผิดในเรื่องของการเลื่อนตำแหน่ง และเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งอยู่พอสมควร โดยผมสังเกตจากเวลาที่ไปวางระบบการบริหารค่าจ้างเงินเดือนให้กับลูกค้า ก็จะเห็นสิ่งที่เป็นปัญหาของการเลื่อนตำแหน่งอยู่หลักๆ 2 ประการก็คือ
  • เลื่อนตำแหน่งตามกาลเวลา กรณีนี้ก็คือ ผู้จัดการมองเห็นแล้วว่าลูกน้องของตนเอง ถึงเวลาที่จะต้องได้รับการเสนอเลื่อนตำแหน่งแล้ว เหตุผลก็คือ ทำงานครบ 3 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง ฯลฯ แค่นั้น และก็แค่นั้นจริงๆ นะครับ ไม่มีเหตุผลอื่นประกอบเลยว่าทำไมต้องเลื่อนตำแหน่งให้พนักงานคนนี้ นอกจากเวลาทำงานที่อ้างไว้
  • เลื่อนตามความรู้สึก กรณีนี้เกิดขึ้นเวลาที่หัวหน้างาน หรือผู้จัดการรู้สึกประทับใจผลงานของพนักงานคนนี้ ก็เลยอยากจะให้รางวัลให้มากกว่าคนอื่นหน่อย แต่ไม่รู้ว่าจะให้อะไร ก็เลยเสนอเลื่อนตำแหน่งซะเลย จะได้ทำให้พนักงานรู้สึกดี ในกรณีนี้อีกเช่นกัน เคยเกิดกรณีที่ว่า ทำงานแต่เพียง 8 เดือนเท่านั้น หัวหน้าก็เสนอเลื่อนตำแหน่งให้ โดยที่คนรอบข้าง ก็งงๆ ว่า ทำไมถึงได้รับการเสนอชื่อ ทั้งๆ ที่คนอื่นทำงานกันมาตั้งนานกลับไม่ได้อะไร สุดท้ายก็เป็นเรื่องของความรู้สึกของผู้จัดการคนนั้น ว่าพอใจจะเลื่อนให้ใครก็จะเสนอคนนั้น
ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ เวลาที่เสนอเลื่อนตำแหน่งนั้น โดยมากจะเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น พร้อมกับมีการปรับเงินเดือนให้สูงขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่ไม่ได้เลื่อนไปตามตำแหน่งที่สูงขึ้นเลยก็คือ หน้าที่และความรับผิดชอบครับ งานทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ก่อนเลื่อนทำอะไร หลังเลื่อนแล้วก็ยังคงทำงานแบบเดิม คำถามก็คือ แบบนี้ใช่การเลื่อนตำแหน่งจริงๆ หรือ??
แล้วจริงๆ การเลื่อนตำแหน่งนั้นต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
การเลื่อนตำแหน่งโดยส่วนใหญ่จะถูกแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
  • เลื่อนตำแหน่งตามสายวิชาชีพ ก็คือ มีการจัดทำ Career Path และเลื่อนตำแหน่งไปตามความลึกของงานที่จะต้องทำ โดยส่วนใหญ่ตำแหน่งทางสายอาชีพ จะถูกออกแบบมาโดยไม่ต้องมีการบังคับบัญชาลูกน้อง แต่จะออกแบบให้งานยากขึ้น ลึกขึ้น และเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญก็คือ การเลื่อนตำแหน่งแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครลาออกไปก่อน ถึงจะมีสิทธิเลื่อน เพียงแสดงความสามารถ ทักษะ และผลงานได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็จะได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งแล้ว
  • เลื่อนตำแหน่งตามสายบังคับบัญชา ในกรณีนี้เป็นการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปตามสายการบังคับบัญชาขององค์กร กล่าวคือ หัวหน้าลาออก หรือเกษียณไป ต้องเลื่อนพนักงานขึ้นมาทดแทน ดังนั้นการเลื่อนตำแหน่งแบบนี้จะต้องมีอัตราว่าง และมีการเลื่อนขึ้นมาทดแทน หรือไม่ก็มีการขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้น และมีตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้น ก็จะสามารถเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาได้ การเลื่อนตำแหน่งในลักษณะนี้ จะมีข้อจำกัดก็คือ ถ้าคนข้างบนไม่ไปไหน คนข้างล่างก็ไม่ได้ขึ้น
แล้วเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งควรจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง องค์กรส่วนใหญ่มองแค่จำนวนปีที่ทำงาน แต่จริงๆ แล้วเราต้องพิจารณาให้มากกว่านั้น เพราะการเลื่อนตำแหน่งนั้นแปลว่า ตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนสูงขึ้น องค์กรต้องจ่ายเงินเดือนในอัตราที่สูงกว่าเดิม ดังนั้นจะให้ยังคงทำงานเดิมนั้น มันก็ไม่สมเหตสมผล ดังนั้น การเลื่อนตำแหน่งที่ดีนั้นจะต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย
  • ผลงานของพนักงาน โดยจะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนว่า ถ้าผลงานได้ในระดับ A อย่างน้อยต้อง A กี่ปีจึงจะมีสิทธิในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือถ้า เฉลี่ยผลงานคือ B จะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะมีสิทธิเลื่อน ไม่ใช่ดูแค่จำนวนปีเพียงอย่างเดียว ยิ่งผลงานดีมากเท่าไหร่ ก็จะใช้จำนวนปีสั้นลง แต่ถ้าพนักงานคนใด ผลงานปานกลาง ก็ต้องใช้จำนวนปีที่นานขึ้นนั่นเอง
  • ความรู้และทักษะที่เพิ่มขึ้น โดยในการเลื่อนตำแหน่งนั้น เราจะต้องพิจารณาเรื่องของ ความรู้ และทักษะของพนักงานประกอบด้วย เพื่อดูว่า พนักงานคนนั้นมีศักยภาพในการที่จะปฏิบัติงานที่ยากขึ้นได้จริงหรือไม่
  • มี Competency ในระดับที่สูงขึ้นตามตำแหน่งใหม่ที่จะเลื่อนไป เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่บริษัทที่นำเรื่องของ competency มาใช้นั้นจะต้องมีการวางเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า แบบไหนถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง แบบไหนที่จะต้องพัฒนาต่อและค่อยมาดูกันในปีหน้า
ถ้าใครที่ผ่านทั้ง 3 เกณฑ์ข้างต้น จึงจะถือว่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามที่เสนอมา แต่ส่วนใหญ่ที่เจอมาก็คือ ผ่านแค่เรื่องของจำนวนปีเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ค่อยมีการพิจารณากันสักเท่าไหร่
ผลก็คือ บริษัทต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานในอัตราที่สูงขึ้น โดยที่ไม่ได้มูลค่าเพิ่มอะไรจากพนักงานเลย ดังนั้นถ้าองค์กรของเราจะต้องมีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ก็ขอให้มองให้ครบทุกด้านก่อนที่จะเลื่อนตำแหน่งนะครับ

เวลาหายไปไหนหมด

 

เวลาหายไปไหนหมด

บางคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ และมักจะบ่นว่า ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย วันๆ ทำแต่งาน ก็เข้าข่ายที่เรียกว่า Work Hard แต่ทำไมบางคนเราถึงรู้สึกว่า เขามีเวลามากมายในแต่ละวัน และสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างต่อเนื่อง แถมยังมีเวลาในการพัฒนาตัวเอง พักผ่อน ไปเที่ยว ฯลฯ ได้อย่างสบายๆ ทั้งๆ ที่ทุกวันเราก็มีเวลาเท่ากันทุกคนก็คือ วันละ 24 ชั่วโมง แล้วเราก็เรียกคนกลุ่มนี้ว่า Work Smart
เรื่องของการบริหารเวลานั้น เป็นปัญหาของคนเราทุกคน เป็นศิลปะในการจัดการกับชีวิตตนเอง คำว่าบริหารเวลาจริงๆ แล้วเราไม่ได้ไปบริหารเวลาที่มีอยู่เลย เราบริหารการใช้เวลาของเราเองต่างหาก เพราะทุกคนมีเวลาเท่ากันคือวันละ 24 ชั่วโมง ดังนั้นใครที่สามารถจัดการกับการใช้เวลาของตนเองได้อย่างดี เขาก็จะมีเวลาทำอะไรอย่างอื่นได้มากขึ้น แล้วทำไมบางคนถึงมักจะชอบพูดว่า “ไม่มีเวลา” เราลองมาดูสาเหตุกันนะครับ
  • ไม่มีการทำรายการที่จะต้องทำในแต่ละวัน คนที่ไม่สามารถบริหารเวลาของตนเองได้ดี สาเหตุแรกก็คือเวลาทำงานในแต่ละวันไม่มีการทำรายการว่าในวันนี้จะต้องทำอะไรบ้าง หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า To do list ผลก็คือ ทำโน่นนิด นี่หน่อย เวลามีใครขอให้ทำ หรือช่วยอะไร ก็ทำไปเรื่อย สุดท้ายก็ไม่เสร็จสักอย่าง บางคนมีการทำ to do list ไว้อย่างชัดเจนแปะไว้ที่โต๊ะบ้าง หรือใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถควบคุมตนเองให้ทำงานตามรายการที่กำหนดไว้ได้เลย กลายเป็นเอาเวลาไปทำอย่างอื่นหมด
  • ไม่มีการตั้งเป้าหมายและความสำเร็จของงานและของตัวเอง ปกติถ้าเรามีการตั้งเป้าหมายในการทำงานของตนเองไว้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ เราจะกำหนดแผนงาน และเวลาในการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราต้องการ ในการทำงานก็เช่นกัน ถ้าเราไม่มีการกำหนดเป้าหมายความสำเร็จของงานไว้ล่วงหน้า เราก็จะมองไม่เห็นว่างานไหนสำคัญกว่างานไหน เราก็มักจะทำงานที่ง่ายกว่าก่อน เก็บงานที่ยากๆ ไว้ทีหลัง ผลสุดท้ายก็คือ เหลือแต่งานยากๆ ในเวลาที่เหลือน้อยลง
  • ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญของงาน หลายคนมักจะทำงานที่อยากทำก่อน แต่เป็นงานที่ไม่มีความสำคัญมากนัก เช่นทุกเช้าจะต้องเช็คอีเมล์ อ่าน Facebook ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเลย บางครั้งก็เลยเถิดกันไปจนไปกินเวลาในการทำงานปกติ ซึ่งก็ทำให้เวลาในการทำงานที่สำคัญๆ น้อยลงไปอีก
  • ไม่สามารถจัดการกับสิ่งกระทบรอบๆ ตัวได้ บางคนเวลาที่มีใครคุยกัน หรือทำอะไรข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยุดงานที่ทำ แล้วไปคุย และไปทำอะไรกับเขาด้วย บางครั้งมีโทรศัพท์จากเพื่อนเข้ามาเวลางาน ก็ทำให้เราต้องหยุดงาน และถ้าเราไม่สามารถควบคุมสิ่งกระทบเหล่านี้ เราก็จะเลยเถิดอีกเช่นกัน ก็คือเพลิดเพลินไปกับสิ่งรอบข้างที่เข้ามาหาเรา โดยลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคืออะไร สุดท้ายก็หมดเวลา
  • ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง คนที่ไม่สามารถบริหารการใช้เวลาของตนเองได้มีสาเหตุหลักอีกปัจจัยหนึ่งก็คือ ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง เช่นเห็นว่า งานยังไกลจากกำหนดเสร็จ ก็ยังไม่ลงมือทำทั้งๆ ที่ก็ยังพอมีเวลาทำ แต่กลับเลื่อนไปเรื่อยๆ จนถึงวันใกล้กำหนด ก็มาเร่งทำ แล้วก็มาบ่นว่า “ไม่มีเวลา”
  • ปฎิเสธคนอื่นไม่เป็น คนแบบนี้เวลาที่มีใครมาขอให้ทำอะไร ทั้งงานตัวเอง และไม่ใช่งานตัวเอง ก็ตอบรับไว้ทั้งหมด โดยไม่พิจารณาว่า เวลาที่เรามีอยู่กับงานของเราเองนั้นมีเพียงพอหรือไม่ แต่ด้วยความเกรงใจ และไม่อยากให้คนอื่นมองเราไม่ดี ก็เลยรับไว้ทั้งหมด บางคนรับจนเรียกกว่าทำอะไรไม่ถูกเลยก็มี สุดท้ายก็ทำไม่เสร็จสักงาน กลายเป็นว่าคนอื่นก็มองเราไม่ดีอยู่ดี เพราะรับปากแล้วทำไม่ได้ตามที่ตกลงไว้
5 ปัจจัยข้างต้นก็คือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เวลาของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ใครที่สามารถบริหารจัดการกับกิจกรรมของตนเองได้อย่างดี ก็จะมีเวลาเหลือที่จะทำอย่างอื่นอีกมากมาย ในทางตรงกันข้ามใครที่ไม่สามารถควบคุมการใช้เวลาของตนเองได้ ปล่อยให้เป็นไปตามความสบาย หรือตามความต้องการของตนเอง สุดท้ายเราก็จะไม่เหลือเวลาในการทำสิ่งที่สำคัญกว่า
จากประสบการณ์ของผมเอง การที่เราจะบริหารการใช้เวลาของตนเองได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพนั้น มีเคล็ดลับอยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ “Self-Discipline” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “วินัยในตนเอง” ควบตัวเองได้ตามรายการที่ทำไว้ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ทำตามแผนงานที่กำหนด สุดท้ายเราจะเหลือเวลาในการพักผ่อนและใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อีกเยอะครับ
วันนี้คุณมีเวลาเหลือบ้างหรือเปล่าครับ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มือใหม่หัดเล่นกอล์ฟ

ก่อนการซื้อไม้กอล์ฟทุกครั้ง คนเรามักจะอยู่ในสถาณการณ์ที่แตกต่างกันดังนี้




1. มือใหม่ เพิ่งจะหัดเล่น และกำลังจะซื้อ ไม้กอล์ฟครั้งแรก ก็เลยอยากได้ไอ้ที่มันเจ๋งไปเลย และไม่ต้องเปลี่ยนอีกตลอดชีวิต (ความฝันของพวกมือใหม่ น่าขำมาก)

2. เล่นมาพอสมควรกับชุดที่มีอยู่ แล้วอยากได้ไม้ใหม่โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ที่รู้แน่ๆคือ ไอ้ชุดเก่าเนี่ยมันชักไม่ได้ความ หมดตูดมาหลายสนามแล้ว เวลาเห็นโฆษณาเขาว่าไม้นู้นไม้นี้ดี ก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข พวกนี้มักมีต่อมความอดทนต่อสิ่งยั่วยุเล็ก

3. เล่นมานานมากแล้ว เปลี่ยนมาก็หลายชุดแล้ว ต่อมที่ว่าก็แตกไปแล้ว แต่ยังรวยอยู่ และคิดว่า เทคโนโลยีใหม่ต้องทำให้ตีดีกว่าเดิม พวกนี้มักมีโกดังไว้เก็บไม้กอล์ฟ และสามารถลูบคลำไม้กอล์ฟได้นานกว่าการเล้าโลมเป็นสิบเท่า

4. ซื้อให้คนอื่น



มีใครอยู่นอกเหนือที่ว่านี้บ้างครับ จะได้เพิ่มเติมลงไป และจะได้พูดครอบคลุมได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ผมว่าเราลองมาคุยกัน ถึงเรื่องระหว่างไม้กอล์ฟกับนักกอล์ฟกันหน่อยปะไร



เป็นความจริงเกือบร้อยเปอร์เซ็นที่ว่า นักกอล์ฟระดับโลกนั้นสามารถใช้ไม้กอล์ฟที่ “ได้มาตราฐาน” แบบใด หรือยี่ห้อใดก็ได้ในการเล่นกอล์ฟ โดยที่ยังสามารถคงระดับการเล่นในระดับสูงไว้ได้ ถึงแม้ว่านักกอล์ฟเหล่านั้นอาจจะต้องการระยะเวลาในการปรับตัวเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ลักษณะวงสวิงที่เราถือกันว่าเป็นมาตราฐานในปัจจุบัน เกิดจากการพัฒนาการของการสวิงมามากกว่า 50 ปี หรือประมาณตั้งแต่ที่มีการยอมรับให้ใช้ก้านไม้กอล์ฟที่เป็นก้านเหล็กแล้ว ซึ่งไม้กอล์ฟก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย และลักษณะของการกระทบลูกก็แทบจะไม่เปลี่ยนเลย



อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีนักกอล์ฟระดับโลกคนใหนจะมีวงสวิงที่สมบูรณ์เหมือนกับหุ่นยนต์ (เช่น Iron Byron ในแง่ของการที่ไม่ว่าจะเอาไม้กอล์ฟชนิดใดยัดใส่มือเหล็กของมัน มันก็ตีได้ทันที และผลลัพธ์ที่ได้ก็เกือบจะไม่มีความแตกต่าง) และไม่มีไม้กอล์ฟสองอันที่เหมือนกันในโลกนี้ ดังนั้นนักกอล์ฟคนหนึ่ง วงสวิงวงหนึ่ง (ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเหมือนกัน) ก็จะมีไม้กอล์ฟอันหนึ่ง ที่เหมาะสมที่สุด ดีที่สุดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง คำว่า “เหมาะสม” หรือ “ดีที่สุด” ในที่นี้ ขอจำกัดความไว้เพียงแค่ว่า สามารถตีลูกกอล์ฟได้แม่นลูกที่สุด (โดน sweet spot ที่ไม่ต้องแปลว่า “จุดหวาน” นะครับ ขอร้อง) และผลงานดีที่สุด (คือลูกกอล์ฟไปหยุดอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ) แต่อาจมีเรื่อง รูปร่างหน้าตาของไม้ ความรู้สึก (balance ของไม้ที่รู้สึกได้ขณะสวิง) และ feedback (แรงที่ส่งผ่านของการกระทบของลูก มายังมือ) ของการกระทบลูก เข้าไปด้วย เพราะบางครั้งสองสิ่งนี้ก็มีส่วนต่อการเลือกไม้อยู่เหมือนกัน



การที่วงสวิงขอแต่ละคนมีความแตกต่างกันนั้นก็เพราะว่า ลายมือเราไม่เหมือนกันครับ ดวงเลยไม่เหมือนกัน ลูกกอล์ฟเลยจำเป็นต้องกระเด็นไปในทิศทางต่างๆแบบกัน เอ้า…จริงๆ ทำเป็นขำ ลายมือคนเราก็คือข้อมูลของระหัสพันธุกรรมชนิดหนึ่ง การที่ระหัสพันธุกรรมต่างกันก็หมายความว่าคนเรามีร่างกายไม่เหมือนกันครับ เมื่อร่างกายไม่เหมือนกัน การสวิงก็ไม่เหมือน เห็นมั๊ยว่าไม่ได้มั่ว การสวิงคือการเคลื่อนไหวที่ใช้กล้ามเนื้อเกือบทั้งร่างกาย และก็เกิดขึ้นภายในเวลาสั้นๆ ดังนั้นการที่จะใช้สมองคิดว่าควรจะทำอะไรตรงใหนพร้อมๆกันเช่น ยืดแขน งอแขน หน้านิ่ง หน้าไว ตีเร็ว ตีช้า มันเป็นไปเกือบไม่ได้ หรือไม่ได้เลย ขบวนการสวิงจึงเป็นการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของร่างกายแบบใดแบบหนึ่งโดย เฉพาะ ยิ่งฝืนยิ่งไม่ดี



แต่แล้ว ในเมื่อนักกอล์ฟแต่ละคนที่มีลักษณะวงสวิงไม่ซ้ำแบบกันกับใครเลยแล้วเนี่ย ทำไมนักกอล์ฟหลายคนกลับใช้ไม้กอล์ฟที่เหมือนกันได้ ไม่ต้องสงสัยเลยครับ หนึ่งในคนหลายคนนี้แหละที่จะได้เปรียบ เพราะคนที่ใช้ไม้ที่ไม่เหมาะสมกับการสวิงของตัวเองจะต้องมีการปรับตัวให้ เข้ากับไม้ ปรับได้ครับถ้าซ้อมมากๆเข้าไว้ คิดมากๆเข้าไว้ เวลาซ้อมหละก็ตีดีเชียว พอเข้าสนามจริงมีความตื่นเต้นมีความกดดันมากๆ ไม่เหลือสมองไว้คิดถึงการสวิง ก็เน่าสิครับ นี่ก็เพราะว่า “เราไม่สามารถใช้ร่างกายของเราในการสวิงได้เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์” อันเกิดจากการที่ใช้ไม้กอล์ฟไม่เหมาะสม นี่แหละที่พล่ามมายาวเหยียด แค่อยากจะบอกแค่นี้แหละ ก่อนที่จะพูดเรื่องการเลือกไม้ในลำดับต่อไป ถ้าเห็นว่ายาวไป ก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ ข้างบนทั้งหมดนั่นหนะ



การที่จะทำให้ “ไม้กอล์ฟ” กับ “วงสวิง” มีความเข้ากันได้นั้น สามารถเป็นไปได้สองแบบคือ “การปรับวงสวิงให้เข้ากับไม้” และ “การปรับไม้ให้เข้ากับวงสวิง” การปรับไม้ให้เข้ากับวงสวิงสามารถทำได้จากการซ้อมครับ อย่างที่ว่าไว้ ซ้อมมากๆยังไงก็ตีได้ครับ แต่จะให้ดีที่สุดคงยาก การปรับวงนั้นทำได้ด้วยตัวเอง ลูกไปซ้ายแก้ให้ตีไปทางขวาหน่อย ลูกไปขวาก็ตวัดมันกลับมาทางซ้าย ตวัดบ่อยๆมันก็ตรงเอง ตีลูกไม่ขึ้นก็งัดๆมันหน่อย งัดบ่อยๆก็ชินไปเอง แก้ได้หมดแหละครับ ยิ่งมีโปรช่วยแก้อยู่ด้วยสบาย ปะเดี๋ยวก็ตีได้ตรง แต่อย่าเผลอนะ เน่า



การปรับไม้ให้เข้ากับตัวเคยเป็นเรื่องยากมาก ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของไม้ที่มีผลต่อการตีลูกพอสมควร เสียเวลามาก เสียตังมาก ลองผิดลองถูกอยู่นั่น โชคดีที่มีผู้ที่เคยกระทำเขียนตำราไว้บ้าง ชนรุ่นหลังจึงพอมีสามารถที่จะ ทดสอบและวัดตัวตัดไม้ให้กับนักกอล์ฟที่ต้องการได้บ้าง แต่… ครับ มี “แต่” ตัวใหญ่ๆแรงๆ ว่า คนที่ตัดไม้ให้เราไม่ใช่ตัวเรา แล้วเค้าจะรู้อาการของเราทั้งหมดจริงๆได้อย่างไร หมอรักษาโรคทุกวันนี้ยังต้องเดาเลยครับ ผิดบ้างถูกบ้าง ก็ตายบ้างหายบ้างใครจะรู้ แค่มองดูเราสวิงไม่กี่ที เอาตัวเลขมาคำนวณให้เราดูเวียนหัวเล่น แป๊บเดียว เช็คบิลฉับเลย คุณก็อ้อแอ้จ่ายตังไป แต่ก็พกเอาความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่า ชุดนี้หละเข้ากับเราที่สุด ฝันเก่งจริงๆ อย่างไรก็ตาม ของมันก็ฟลุ้คกันได้ครับ คนวัดตัวตัดไม้ที่มีฝีมือหน่อยก็ฟลุ้คบ่อยหน่อย ต้องยอมรับประสบการณ์เค้าครับ



เอาหละไม่ว่าคุณจะเลือกการปรับแบบใหน ก่อนการซื้อไม้กอล์ฟ ผมมีมีข้อคิดฝากไว้เป็นข้อๆในการเลือกซื้อไม้ดังต่อไปนี้ครับ



สำหรับ Driver สิ่งที่เรามักจะคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก็คือ ความไกล แล้วจึงตามด้วยความแม่นยำ และ การควบคุม เป็นอันดับสุดท้าย



1. ถ้าคุณต้องการความไกล ก้านกราไฟท์จะให้ระยะทางมากกว่าก้านเหล็กแน่นอน เพราะกราไฟท์น้ำหนักเบากว่าเหล็กมาก เช่น เหล็กจะหนักประมาณ 120 กรัม กราไฟท์ก็จะอยู่ประมาณ 50-90 กรัมครับ ก้านเบาทำให้มีมวลที่เคลื่อนใหวไปอยู่ที่หัวได้มากกว่า ส่งแรงไปยังลูกได้มากกว่า แต่จะต้องเป็นก้านกราไฟท์ที่ดีมีคุณภาพเท่านั้นนะครับ ขอย้ำ ก้านกราไฟท์ห่วยๆไม่ต้องคิดเลยขอร้อง ถ้าไม่มีตังซื้อก้านดีๆ ใช้ก้านเหล็กเบาๆก็ได้ มีโอกาสกว่า ราคาเฉพาะก้านที่ดีอย่างเดียวนั้น มักจะมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 3 เท่า ของก้านเหล็กครับ หรือเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 บาท และราคาอาจไปได้สูงถึง หมื่นกว่าบาท ก้านอย่างเดียวนะ อย่าให้แนะนำถึงยี่ห้อตรงนี้เลยมันเยอะครับ และแต่ละยี่ห้อก็อาจเหมาะกับคนไม่เหมือนกันอีก



2. ให้เลือก Driver ที่มีประวัติดีหน่อย หรือมีชื่อเสียงมายาวนาน ถ้าไม่รู้จริง อย่าอาจหาญไปเล่นพวกของก๊อป หรือพวกโนเนม



3. หาพวกหัวที่มันโตหน่อย ควรจะเริ่มตั้งแต่ 260CC ได้แล้ว และไม่ควรเกิน 400CC ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่มีปมด้อยเรื่องขนาดมากนัก โดยเฉลี่ยแล้วขนาดที่เหมาะสมน่าจะอยู่ประมาณ 320CC บวกลบนิดหน่อยครับ



4. เลือกรูปร่างที่ดูแล้วชอบสบายตาวางจรดลูกแล้วเล็งได้ง่ายตามแบบของเรา



5. ถ้าคิดว่าเป็นคนที่แข็งแรงมาก เป็นนักกีฬา เป็นคนอ้วนที่ backswing ได้สั้น ให้หาก้าน S หรือ stiff มาตี นอกเหนือจากนี้ เช่น เป็นคนแข็งแรงปกติ รูปร่างสูงผอม backswing ได้ยาวและกว้าง ก้าน R หรือ Regular ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี



6. ความยาวของก้านน่าจะเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 43 นิ้ว ไปจนถึงไม่เกิน 46 นิ้ว โดยมากสั้นเกินไปมักจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับยาวเกินไปครับ ก้านที่ยาวเกิน 45 นิ้วกับคนที่มีความสูงไม่เกิน 170 cm มักจะทำให้เกิดปัญหาของวงสวิงที่ flat หรือ แบนเกินไป และก้านที่ยาวนั้นทำให้ลดความแม่นยำลงไปมาก โดยที่หลายคนคิดว่าจะได้ระยะทางเพิ่มขึ้นมานั้นอาจจะไม่คุ้ม เอาไว้ผมจะพูดเรื่องของการ ออกแบบ driver ของแต่ละคนกันเลยดีกว่า ในคราวต่อไป



7. องศาของหน้าไม้มักจะอยู่ระหว่าง 8-11 องศา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแรงของการสวิง ลูกกอล์ฟของทุกคนมีน้ำหนักเท่ากัน ดังนั้นจึงมีความต้องการใน backspin ของลูกพอๆกัน องศามาก backspin ก็มาก ตีแรงมาก backspin ก็มาก ดังนั้นตีแรงก็ประมาณว่าควรจะใช้ องศาต่ำ 11 องศาก็ประมาณว่า ตีไม่เกิน 230 หลา 10 องศาก็ไม่เกิน 250 หลา 9 องศาก็ประมาณ 270 หลาบวกๆ 8 องศาก็ เหยียบๆ 300 ประมาณๆนี้แหละครับ



8. เรื่องวัสดุและราคาอย่าให้โดนหลอก Titanium มีหลายเกรดมาก บางเกรดราคาถูกกว่าเหล็กดีๆซะอีก หรือบางประเภทเป็นแค่ผสม Titanium เล็กน้อยแล้วก็อ้อมแอ้มว่าเป็น Titanium นอกจากนี้ยังมีวัสดุชนิดอื่นอีกอยู่บ้างที่สามารถนำมาทำหัว Driver ขนาดใหญ่กว่า 260CC ได้ ด้วยคุณสมบัติแข็งแรงและเบา



สำหรับชุดเหล็ก เราต้องคำนึงถึงความแม่นยำเป็นอันดับแรก คือ “ความคงที่ของระยะทาง” กับ “ความแม่นยำในทิศทาง” การควบคุมลูกเป็นอันดับต่อมา โดยมีความไกลเป็นอันดับสุดท้าย



1. ความแม่นยำและคงที่ของเหล็กได้มาจากก้านที่ดีเป็นอันดับแรก ก้านในชุดเหล็กนั้นควรเป็นก้านที่มี Torque ต่ำ หรือมีการบิดตัวได้ต่ำ เพราะความแม่นยำในทิศทางนั้นมีผลส่วนหนึ่งโดยตรงจากการบิดตัวของก้าน ก้านเหล็กควรเป็นทางเลือกแรก ถ้าท่านไม่ได้เป็นคนที่อ่อนแอกว่ามาตราฐาน ก้านเหล็กไม่ได้ทำให้ระยะของการตีลดลงจนน่าวิตก และก้านเหล็กก็มักจะไม่ค่อยมีปัญหามากในเรื่องความแข็งของก้านในการจับคู่ กับวงสวิง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงปกติ คนไทยมาตราฐาน ก้านกราไฟท์ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะจะลดแรงกระแทกได้มาก ตีสบายและนุ่มนวลกว่าครับ แต่ความมันของการตีก็จะลดลงครับ ใครที่ไม่เคยตีเหล็ก 1 เหล็ก 2 ก้านเหล็ก กับเหล็ก Forged ที่เป็น Blade ก็ไม่ต้องลองก็ได้ครับ จะได้ไม่เสียนิสัย ไม่เคยตัวกับความรู้สึกที่มันหลุดโลก



2. วัสดุที่ใช้ทำใบเหล็กนั้น ไม่ต้องเป็น Titanium หรือวัสดุอื่นใดที่คุยว่า วิเศษไปกว่า Stainless Steel 341 17-4 17-7 15-5 (เป็นเหล็ก cast หรือเหล็กหล่อ) หรือ carbon steel 1020 1025 1030 1035 (ส่วนมากเป็น Forged) โดยที่เหล็ก Forged มักมีต้นทุนแพงกว่าเหล็ก cast มากประมาณว่าเท่าตัว ข้อดีของเหล็ก Forged ก็คือสามารถนำมาดัด Lie หรือ Loft ได้ง่ายในกรณีที่ถ้าเราต้องการปรับแต่งใดๆให้เข้ากับวงสวิง



3. ยี่ห้อก็สำคัญในเรื่องของ บริการหลังการขาย ถ้าไม่มีความมั่นใจในร้านซ่อม หรือไม่สามารถซ่อมเองได้



4. ถ้าคิดว่าเป็นคนตีไม่ค่อยแม่น และวิถีของลูกที่ตีทั้งหมดคือลูกที่ต้องการให้มันวิ่งไปตรงๆ ได้โปรดเถอะ หาเหล็กที่ออกแบบที่เป็น cavity back หรือ perimeter weight พวกเหล็ก blade หลังตัน มีดีอยู่อย่างเดียวคือ “ความมัน” เวลาตีโดน sweet spot ที่มีขนาดเล็กของมัน และอาจมีประโยชน์สำหรับบางคนที่ชอบที่จะบังคับลูกให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เล่นกี่วันถึงต้องการลูกเลี้ยวๆซักลูกนึง ใช้สติให้ดีก็แล้วกันครับ



5. Lie angle เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำคัญจนไม่ค่อยมีใครพูดถึง ผลของการใช้เหล็กที่มี Lie Angle ไม่ถูกต้อง มีผลร้ายแรงมาก สำคัญแค่ใหนไปอ่านใน Editor’s choices ได้ แต่การที่ผู้ขายไม้กอล์ฟส่วนใหญ่มีไม้ที่มี lie angle แบบเดียว การพูดถึงมันมากๆ คงไม่เป็นผลดีต่อยอดขายเป็นแน่ ส่วนมากไม้ที่ขายกันอยู่มักมี Lie Angle ที่ upright เกินไปครับ คือเวลาจรดลูกแล้วปลายไม้กระดกขึ้นจากพื้นนั่นแหละครับ จะดัดก็ไม่ได้เพราะเป็นเหล็ก cast หรือจะตัดให้สั้นลง Swing Weight ก็เปลี่ยนอีก ก็ต้องระวังให้มากครับสำหรับผู้ที่มีความสูงต่ำกว่า 170cm



ทั้ง Driver และ ชุดเหล็กในปัจจุบันนี้ ราคาของมันสามารถซื้อมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ออกวินได้แล้วนะครับ คิดกันให้ดีๆก่อนที่จะจ่ายเงินเกิน 40,000 บาทสำหรับไม้กอล์ฟซักชุดก็แล้วกันครับ นอกจากว่าคุณมีเงินเหลือใช้ และจุดประสงค์ของการซื้อไม้กอล์ฟคือความมันที่ได้จ่ายตัง

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

19 เทคนิคการบริหารงานสมัยใหม่สำหรับ




วิธีที่กล่าวถึงการทำธุรกิจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เรามักเคยชินกับคำพูดที่หรูหรา มองดูเหนือชั้น เลิศเลอ จนบางทีรู้สึกว่าเอื้อมไปไม่ถึง ก่อนที่จะเรียนรู้เสียอีก ทำไมเราไม่พูดอะไรกันง่ายๆ เสียที



“19 เทคนิคการบริหารงานสมัยใหม่สำหรับเจ้าของกิจการ” เป็นการเก็บเกี่ยวความสำเร็จของนักธุรกิจหลายๆ คน มารวบรวม และกล่าวถึงด้วยคำพูดง่ายๆ ซึ่งที่จริงเป็นเรื่องแปลกด้วยว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนเลย พวกเขามีอะไรๆ ที่เหมือนกัน และความเหมือนกันโดยส่วนใหญ่ก็ได้ถูกรวบรวมเอาไว้ในเรื่องนี้



เนื่องจากเราคงไม่สามารถไปนั่งพูดคุย และเป็นตัวแทนในการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับความคิด และการทำงานของนักบริหารเหล่านั้น แต่หลักสูตรนี้ก็จะเป็นหลักสูตรที่พยายามนำมาถ่ายทอดโดยผสมผสานความเป็นเอเซียเข้าไป เพื่อให้เข้าใจง่าย และพยายามให้สนุกกับการคิดและการกระทำของพวกเขา






ความรักในงานที่ทำ (ปรัชญา และค่านิยม Philosophy and Value)

วิสัยทัศน์เป็นเลิศ (Clear Vision) พร้อมความฝัน และจินตนาการ (Visionary)

มุ่งมั่นโดยไม่มีเงื่อนไข (Engross)

เป้าหมายชัดเจน (Clear Goals)

รู้จักเงื่อนไขของความสำเร็จ (Key Success Factors)

รู้จักการวางแผน และการคาดเดา (Planning and Prediction)

เรียนรู้จากข้อบกพร่อง และปรับปรุงให้ดีขึ้น (Learning from Fails and Improvement)

ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด (Highest Performance Focus)

รู้จักตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (Make Intelligent Decision)

ริเริ่ม สร้างสรร และทำสิ่งใหม่อยู่เสมอ (Initiative, Creative and Innovation)

เปลี่ยนแปลงไปตามสถานะการณ์ (Change and Development)

สัญชาตญาณแห่งการอยู่รอด (Good Instinct to Survive)

เร็วกว่าเสมอ (Continuous Higher Speed)

กระตือรือร้น มีพลัง เฉียบคม และปฏิบัติการ (Energy, Energize, Edge and Execution)

ต้องหาผู้สนับสนุน (Supporting Person)

ทำลายสิ่งกีดขวางในทุกรูปแบบ (Destroy the Obstruction)

คู่แข่งขัน ไม่ใช่ศัตรู (The Competitor is not an Enemy)

รู้จักหยุด (ชั่วคราว) เมื่อถึงทางตัน (Stop After no Way Out)

บางครั้งหนีดีกว่าสู้ตาย (Surrender better than Dead)